วาเลนไทน์ ใครกำหนด

14 กุมภา วันวาเลนไทน์ หรือ วันแห่งความรัก

ทุกๆปีในวันนี้จะมีคู่รักเกิดใหม่หลายคู่ ขึ้นสเตตัส In relationship กันให้พรึบ แต่คุณเคยสงสัยหรือเปล่าว่า “ทำไมวันวาเลนไทม์ต้องเป็นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี”

วันวาเลนไทม์ ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อระลึกถึงนักบุญเซนต์วาเลนไทม์(Saint Valentine) ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าที่นักบุญท่านนี้ต้องจบชีวิตลงด้วยการถูกประหารในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หากจะย้อนเวลากลับไปในเหตุการณ์ช่วงยุคนั้นชาวคริสเตียนจะถูกห้ามไม่ให้แต่งงานเพราะกษัตริย์ในสมัยนั้นชื่นชอบการสู้รบและนองเลือด พระองค์ทรงทราบว่า ผู้ชายที่แต่งงานมีครอบครัวแล้วจะไม่อยากไปออกรบ ดังนั้นพระองค์จึงทรงห้ามมิให้มีการแต่งงานเกิดขึ้นเด็ดขาด แต่นักบุญเซนต์วาเลนไทม์ได้ขัดต่อคำสั่งของกษัตริย์ได้ทำการแต่งงานให้กับคู่รักหลายคู่ เมื่อข่าวนี้เข้าถึงหูของกษัตริย์ทรงกริ้วเป็นอย่างมาก ทรงสั่งจำคุกนักบุณเซนต์วาเลนไทม์และประหารชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270

14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีจึงถูกตั้งให้เป็นวันวาเลนไทม์หรือวันแห่งความรัก สิ่งของที่มอบให้กันส่วนใหญ่จะให้ดอกกุหลาบแสดงถึงความรักและช็อคโกแลตแสดงถึงการเป็นคนที่สำคัญเพราะในสมัยนั้นช็อคโกแลตเป็นของที่หายาก การให้ช็อคโกแลตแก่กันหมายถึงการมอบสิ่งที่มีค่าให้กันและกัน 

กามเทพหรือคิวปิด ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ในวันวาเลนไทม์ เรามักจะมีภาพจำว่า คิวปิดจะมีลักษณะเป็นเด็กน้อยถือธนูเตรียมแผลงศรให้กับคู่รักปิ๊งรักกัน หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “กามเทพแผลงศร”

คนโสดชอบกำหนดกันขึ้นมาเองว่า “วันวาเลนไทม์เมื่อไหร่คือวันเศร้าของคนไร้คู่อย่างเรา” แต่แท้ที่จริงแล้ววันแห่งความรัก ไม่ใช่มีไว้เพื่อคนมีคู่เพียงอย่างเดียว มันมีไว้เพื่อแสดงความรักต่อกัน บอกรักพ่อ กอดแม่ กราบเท้าคุณยาย กระซิบรักกับคนที่เรารู้สึกดีด้วย รวมไปถึงเฮฮาไปกับเพื่อนๆสำหรับมิตรภาพดีๆที่มีให้กัน วันวาเลนไทม์ ไม่ใช่วันเสียตัว ไม่ใช่วันมานั่งเศร้าของคนอกหัก ไม่ใช่วันเพ้อถึงคู่ชีวิตที่เรายังหาไม่เจอ ดังนั้นแล้ววันวาเลนไทม์ คนที่จะเป็นคนกำหนดจะให้มันเป็นวันแห่งความสุขหรือวันแห่งความทุกข์ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง และการแสดงออกถึงความรักไม่ได้กำหนดให้แสดงกันในวันวาเลนไทม์กันวันเดียว 

ศิลปะวัยเด็ก

ศิลปะวัยเด็ก ต้องย้อนกลับไปถึงอดีตของเราเมื่อต้นประถมมีวิชาที่ชอบมากๆเลยนะ

ก็คือวิชาศิลปะเป็นวิชาที่ชิวละได้แข่งฝีมือกับเพื่อนในห้อง วัยนั้นอะทุกคนนึกออกกันมั้ยค่ะว่าการแข่งการวัดกับเพื่อนในห้องมันคือที่สุด ใครได้คะแนนเยอะกว่าคือเริศ อาจารย์ชมคือที่สุดแล้ว ตอนเรียนวิชาศิลปะส่วนใหญ่อาจารย์จะเลือกใช้สีน้ำเพื่อให้เราง่ายต่อการระบายเลือกวิธีมาอาจารย์ก็จะบอกหัวข้อของวันนั้นๆก่อน ทำได้เลยก็คือการวาดรูปลงบนกระเป๋าผ้าสีขาว เราวาดรูปอะไรสักอย่างที่มีต้นไม้อยู่ด้วย วาดไปเรื่อยจนเสร็จมาถึงจุดสำคัญคือการลงสีอาจารย์ก็จะเดินวนทุกโต๊ะเพื่อนแนะนำและบอกเทคนิคในนักเรียนตลอด

จังกวะเริ่มลงสีน้ำเราก็เริ่มจะตัวหลักก่อนเลยอาจารย์ก็ผ่านไป จนเราเริ่มจะลงสีต้นไม้อาจารย์เลยเข้ามาหาเราแะบลายเส้นต้นไม้ของเราตอนนั้นเรางงมากว่าเราทำอะไรผิดละวัยนั้นก็กลัวจะถูกดุเอามากๆเลยไม่กล้าที่จะถาม อาจารย์ก็ลบจนสะอาดละค่อยๆบอกเราว่า”นักเรียนไม่ต้องวาดรูปต้นไม้ก็ได้นะลูกเพราะสีมันบางทำให้พอระบายไปมันปิดเส้นของต้นไม้ไม่มิด”หลังจากนั้นเราก็กล้าถามเพราะเห็นว่าอาจารย์ไม่ได้ดุอะไรเราเลย”แล้วหนูต้องทำยังไงค่ะ?” อาจารย์ก็สอนและแนะนำเราดีมาก”ครูจำทำให้ดูนะ”ท่านก็เริ่มทำให้เราดูละค่อยๆสอนเราไปเรื่อยๆ

เราเห็นละรู้สึกทึ่งมากมันสวยละง่ายมากถ้ารับายสีไม่จำเป็นต้องทำให้เป๊ะขนาดนั้น บางอย่างแถบไม่ต้องร่างแบบก็สามารถที่จะระบายลงไปได้เลย เราจำเทคนิคนั้นจนวันนี้มันเป็นความทรงจำที่ดีและเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราชอบวิชาศิลปะนี้ขึ้นมาเยอะมาก พอเข้าระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นก็เริ่มเรียนเรื่องของการแรเงารูปทรงของสิ่งของ ละทุกห้องก็จะต้องเรียนเหมือนกันหมดความรู้สึกแรกที่เห็นคืออยากทำมาก รู้สึกว่าการถือกระดานละมีกระดาษที่วาดรูปหนีบอยู่มีดูดีดูมีอะไรมากๆ ลองที่จะให้ถึงคาบนั้นตลอด

ละวันนั้นก็มาถึงเราได้เรียนวิชานั้นแล้วก็เป็นวันที่ได้ทำงานชิ้นนั้นแล้ว ทุกคนเรารู้สึกอยากร้องไห้มากมันยากมากทุกคนการจะสเก็ตภาพก็งานหินแล้วต้องมาแรเงาอีก มันยากและท่าทายเรามาก เรานั้นทำงานแบบไม่คุยกับใครคิดว่าสวยแล้วเขียนเนียนแล้วแต่ก็ยังไม่ผ่านทำซ้ำไปซ้ำจนท้อเลยอะ ต้องยอมรับว่างานศิลปะเป็นทักษะของแต่ละคนจริงๆ ไม่ใช่ใครจะทำออกมาดีเหมือนกันหมด แต่เราก็ยังชอบวิชานี้นะชอบงานละก็ผลงานของทุกคนมากด้วย

ศิลปะอียิปต์

ในยุคอียิปต์มีพิธีกรรมและศาสนาที่ซับซ้อนและเข้าถึงได้ยาก รวมถึงตัวหนังสือที่เป็นทั้งรูปภาพและตัวเขียนต่างๆมีกริยาท่าทางที่แตกต่างกันออกไปเขียนไว้บนฝาผนังไม่ว่าจะที่สุสานหรือที่อื่นๆแตกต่างและซับซ้อนเข้าใจได้ยาก อีกทั้งยังมีการนับถือเทพเจ้า เช่นเทพรา เทพฮอรัส และเทพอื่นๆทั้งนี้

ทั้งนั้นศิลปะอียิปต์มีมาแล้วมากกว่า2500ปี  ก่อนคริสต์ศักราช ศิลปะอียิปต์ที่เห็นก็จะมีพวกรูปปั้นที่ใหญ่โตประณีตสวยงามและมีขนาดใหญ่มหึมาอย่างเห็นได้ชัดเจน เช่น รูปปั้นสฟิงซ์ที่ใช้หินปัจจุบันก็ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าชาวอียิปต์สมัยก่อนสร้างมาเพื่อวัตถุประสงค์อะไร ส่วนงานรูปปั้นเล็กๆนั้นนิยมใช้ของที่มีค่า เช่น เงินหรือทองคำ ซึ่งงานปั้นแบบนี้มีทั้งแบบนูนและต่ำ และประติมากกรรมแบบลอยตัว มักจะทำเป็นแบบสิ่งของเครื่องใช้ของฟาโรห์และสัตว์เลี้ยง ข้าทาสบริวาร ศิลปะหรือสถาปัตยกรรมสมัยอียิปต์นั้น เน้นความแข็งแรงทนทานเรียบง่าย สร้างตามฐานะและอำนาจ ฐานะร่ำรวยก็สร้างใหญ่โต

จะเห็นได้เลยว่าพีระมิดแต่ละที่จะไม่เท่ากันทั้งนี้ทั้งนั้นก็ด้วยเหตุผลนี้นี่เองซึ่งในพีระมิดนั้นก็จะมีห้องต่างๆมากมายมีตัวหนังสืออียิปต์บอกเล่าเหตุการณ์เป็นรูปภาพ จึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากๆกับยุคปัจจุบัน ไม่ใช่ทำไห้แค่ฟาโรห์อย่างเดียว ยังมีวิหารเทพเจ้าเพื่อประกอบพิธีกรรมอีกและวิหารนักบวชอีกด้วยอีกทั้งยังมีหุบผากษัตริย์เอาไว้ฝังศพกษัตริย์มากมายและยังมีหุบผาราชินีซึ่งมีศพของราชินีฝังอยู่เต็มไปหมดด้วยเช่นกัน ศิลปะอียิปต์มีหลายแขนงอีกทั้งยังมีความวิจิตรงดงามตระการตาเป็นอย่างมากนอกจากนี้

การทำโรงของมัมมี่ที่เป็นฟาโรห์ยังต้องใช้ศิลปะในการทำโรงให้ฟาโรห์อย่างสวยงามไห้สมฐานะและสมเกียรติของกษัตริย์ฟาโรห์ ความยิ่งใหญ่ของศิลปะอียิปต์ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะอียิปต์มีหลายยุคมากมายซึ่งศิลปะนั้นก็อาจจะมีความหลากหลายไม่ซ้ำกัน มีลักษณะเฉพาะของมันเอง เช่นการเปลี่ยนรูปร่างพีระมิดตามอาณาจักรยุคสมัยของฟาโรห์ในแต่ละยุคของราชวงศ์ที่ปกครอง ทั้งนี้ทั้งนั้นยังไม่หมดด้วยซ้ำ เพราะนักโบราณคดีหลายๆประเทศได้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับรูปปั้นบางชนิดเกี่ยวกับสฟิงซ์ว่าสร้างรูปแบบนั้นหมายความว่าอะไร

อาจจะหาเหตุผลเจอแต่อาจจะไม่ชัดเจนมากพอว่าศิลปะแบบนั้นสร้างเพื่อจุดประสงค์อะไร แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้อาจจะเป็นประโยชน์แก่ทุกๆคนเป็นอย่างยิ่ง และเหมาะสำหรับคนที่จะศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับศิลปะแบบอียิปต์เพื่อรู้เจาะลึกเบื้องหลังวัฒนธรรมอียิปต์สมัยบราณเพื่อนำไปต่อยอดและสามารถศึกษาได้เองเพิ่มเติม เพื่อต่อยอดจากบทความนี้ว่าทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนั้น มีความสำคัญและมีประวัติศาสตร์ศิลปะและวัฒนธรรมความเป็นมาอย่างไรบ้าง

คนจะเห็นผลงานเราได้ยังไง

ศิลปะมีหลายแขนงมากมายทั้งการแสดงอารมณ์ความรู้สึก

หรือแม้แต่ความคิดออกมาผ่านงานภาพเขียนการปั้นการวาดภาพโดยใช้ทุกอย่างที่มีการแสดงออกมานั่นคือศิลปะทั้งสิ้นสุดการสื่ออารมณ์จากผู้ผลิตไปถึงผู้รับสารอาจจะใส่อะไรมาก็ได้เช่นบางครั้งอาจจะใส่ความคิดทางเรื่องสังคมผ่านภาพวาดออกมาก็มีหลายครั้งที่มีศิลปินที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแสดงความรู้สึกความคิดความอ่านออกมาจากทางการวาดภาพออกไปสู่สาธารณชนและมีการจัดแสดงตามสถานที่ต่างๆหรือมีการออกมาประมูลผลงานเหล่านั้นหากไปถูกใจนักสะสมหรือผู้ที่มีความคิดคล้ายๆกันและชอบแนวทางในการปฏิบัติผลงานออกมาภาพวาดเหล่านี้

มีการจัดแสดงที่ไหนหรือว่าทำอย่างไรให้คนได้รู้จักตัวศิลปิน ส่วนใหญ่งานศิลปะต่างๆมีการจัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหอศิลปโดยสามารถเข้าไปติดต่อเพื่อรับคิวในการจัดแสดงทั้งบางครั้งมีการเสียค่าใช้จ่ายบางส่วนเช่นค่าน้ำค่าไฟและค่าสถานที่หรือบางครั้งก็มีผู้สนับสนุนทำให้ศิลปินเรานั้นไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายใดๆในการจัดแสดงเลยและอีกทีหนึ่งที่สามารถมีผู้พบเห็นงานของเราได้มากมายหากไปจัดแสดงที่นั่นก็คือ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หรือ the queen’s Gallery  นี่ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ฮอตฮิต

ในการศิลปินต่างๆไปจัดแสดงงาน หอศิลป์ไปสถานที่ท่องเที่ยวของกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบไปเสพผลงานต่างๆของศิลปะหรือแม้แต่จะไปกันไปศึกษางานภาพถ่ายภาพวาดต่างๆเพื่อนำมาพัฒนาผลงานของตัวเอง ไม่เพียงเพราะบุคคลธรรมดาเท่านั้นที่ไปดูผลงานเหล่านี้เพื่อพัฒนาความคิดแต่รวมถึง

นักลงทุนบางคนก็เห็นช่องทางเหล่านี้ในการลงทุนก็ไปซื้อผลงานที่คิดว่าต่อไปจะมีราคาที่สูงมากยิ่งขึ้นเข้ามาเก็บสะสมในแกลอรี่ของตัวเองและเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมก็ออกนำผลงานนี้ออกมาประมูล เช่นอย่างที่มีกระแสสังคมนะก่อนหน้านี้ก็คือเรื่อง พระพุทธรูปอุลตร้าแมนที่มีเด็กนักศึกษานำภาพออกมาตีความและผลิตผลงานออกมาทำให้หลายฝ่ายออกมาถกเถียงกันเรื่องนี้ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่แต่มีบางคนเห็นคุณค่าของงานชนิดจึงซื้อเพื่อเก็บรักษาไว้ตอนที่ซื้อประมูลต่อนั้นมีราคาเพียงแค่หลักพันเท่านั้นแต่ว่าหลังจากมีกระแสสังคมและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ราคาก็ได้เพิ่มสูงขึ้น

จนไปถึงหลักล้านในการขายภาพนี้หลายคนออกนำมาประมูลที่ซื้อไว้ทั้งหมดมีอยู่ 3 ภาพจาก 3 บุคคลภาพแต่ละภาพมีราคาที่แตกต่างไปภาพแรกที่เปิดประมูลได้ไปถึงหลักแสนและภาพสุดท้ายก็ไปถึง 5 แสน รวมกันแล้วก็กลายเป็นหลักล้าน นั่นทำให้เห็นว่าคุณค่าของงานอยู่ที่แต่ละกลุ่มหรือบุคคลจะมองเห็นสิ่งนั้นและนำไปเก็บรักษาไว้หรือน้ำออกมาเพื่อเก็งกำไร หากใครที่กำลังผลิตผลงานออกมาสักอย่างอย่ามองหาช่องทางที่ทำให้คนเห็นผลงานของเราณปัจจุบันก็มีแบบฟอร์มมากมายที่รองรับผลงานเหล่านี้เช่น Instagram Facebook  2 ช่องทางนี้เป็นช่องทางที่ง่ายที่สุดในการที่ให้คนในโลกออนไลน์เห็นผลงานเราและเป็น สถานที่ให้กับศิลปินในการแสดงความคิดเห็นอีกด้วย 

ประวัติศาสตร์เขาพระวิหารและสระสงค์

วันนี้เราจะนำภาพเก่าๆในบางช่วงบางตอนที่ได้เคยบันทึกเอาไว้เอากลับมาเหล่าให้เราได้ฟังกันอีกครั้งภาพที่ท่านได้เห็นอยู่ในขณะนี้เป็นภาพในรายการตอนเก่าๆที่ทีมงานเราได้เดินทางมาถ่ายทำและแผร่ภาพทางโทรศัพท์เมื่อปีพุทธศักราช2535ซึ่งในขณะนั้นคนไทยยังสามารถขึ้นไปชมปราสาทเขาพระวิหารโดยผ่านมาทางผามออีแดงได้และนี่ก็คือบางส่วนของคําบรรยายในรายการตอนนั้นบนชะโงกผาเบี้ยงหน้าสุดสายตาภาพตัดขอบฟ้าคือสถานที่ของปราสาทเขาพระวิหารที่กำลังรอให้เราไปสัมผัสสุดขอบฟ้านั้น

กำปั่นแห่งอารยธรรมในอดีต

กำลังให้ทีมงานได้เข้ามาเพื่อไขพิสูจน์บนเส้นทางที่คดเคี้ยวบนเนิดหินผ่านจุดผ่านแดนทั้งฝั่งไทยและกัมพูชาไม่นานนักเราก็สามารถที่จะผ่านประตูมาสู่ปากประตูมหาเทวาลัยอันยิ่งใหญ่บนเทือกเขาพนมดงรักจนได้พวกเขาไปปีนบรรไดที่สูงชันขึ้นไปทีละขั้นๆอย่างยากเย็นนับได้ถึง162ขั้นในแต่ละขั้นนั้นมีความสูงชันจนอดคิดอยู่ในใจไม่ได้ว่าสรีระร่างกายของเผ่าพันมนุษย์ผู้ที่เนรมิตมหา เทวาลัยแห่งนี้จะใหญ่โตสักแค่ไหนและได้ใช้วิธีการอย่างใดจึงจะสามารถก้าวขึ้นเอาขั้นบนไดขนศิลาจำนวนมากมายขึ้นมาสร้างปราสาทใหญ่ไว้บนยอดผา

ซึ่งได้สูงกว่าระดับน้ำทะเลนับเป็นพันได้อย่างที่เห็นถึงแม้จะเหนื่อยสำหรับในการเดินทางผ่านช่อง่างระหว่างอดีตและพรมแดนผ่านด่านบนไดสูงชันมาถึงด่านทางเดินศิลาเข้าสู่มหาปราสาทชั้นแรกปราสาทพระวิหานได้ตั้งอยู่บนหน้าผาแนวเส้นเขตแดนประเทศไทย กัมพูชา ที่คนไทยเรานั้นเรียกกันว่าเป้ยตาดีความเป็นมาของเทวะสถานแห่งนี้

ยังไม่มีผู้ใดที่จะทราบประวัติที่ชัดเจนแต่จากหลักฐานศิลาที่ได้ค้นพบในโดยบริเวณปราสาทพอที่จะทำให้นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีสรุปได้ว่าเทวสถานแห่งนี้หน้าจะถูกสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่16ถึง18ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 แห่งราชอาณาจักรขอม

ผู้ที่สร้างปราสาทนี้มีจุดประสงค์ใช้เป็นที่ประกอบพิธีบูชาพระอิศวรโดยใช้หินทรายเป็นวัสดุประสาทพระวิหานจึงได้เป็นปราสาทหินทรายที่แตกต่างไปจากที่อื่นๆจากบรรไดทางขึ้น162ขั้นเราก็ได้ขึ้นมาถึงชั้นประตูที่1 ซึ่งเชื่อกันว่าสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมต่อโลกมนุษย์กับสวรรค์นั้นได้ถูกธรรมชาติกัดก่อนจนผุพังอย่างหน้าเสียดายไปมาก

แล้วดังที่ได้เห็นออกจากซุ้มประตูแรกทางด้านซ้ายจะเห็นสระน้ำขนาดใหญ่ที่เรียกกันว่าสระสงค์ ซึ่งก็ได้ก่อด้วยหินทรายแต่เดิมมีรูปปั้นสิงโตตั้งอยู่รอบขอบสระแต่ในปัจจุบันรูปปั้นต่างๆนั้นได้ถูกนำไปรวมกันอยู่ข้างล่างอย่างที่ไม่รู้จุดประสงค์

โลกต้องจารึกเกี่ยวกับดีไซเนอร์ผู้นี้

โลกแฟชั่นคือแบรนด์ชั้นนำที่เรามักจะนึกถึงเป็นอันดับแรก

อย่างที่ทราบกันดีว่าไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นหรือแบรนด์สินค้าอะไรก็ตามแต่มันไม่ใช่แค่การสร้างขึ้นมาเฉยๆนะซึ่งนอกจากพวกเขาจะมีการดีไซด์แบรนด์เหล่านั้นให้มีการโด่งดังระดับโลกแล้วยังเป็นเจ้าของตลาดแฟชั่นตลอดระยะเวลามาถึงทุกวันนี้เพราะเป็นการเปรี่ยนแปรงโลกที่เป็นเกี่ยวกับเรื่องของแฟชั่นซึ่งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการเปรี่ยนแปลงแค่เพียงแป๊ปเดียวเท่านั้น แต่ในความคิดของเราแล้วเขาเป็นคนที่สร้างความคิดสร้างสรรค์และชักนำให้ทุกคนบนโลกเห็นความสำคัญของมันอีกด้วย ซึ่งเป็นเหตุให้สิ้นค้าที่มีแบรนด์เหล่านี้อยู่กับเราอยู่ทุกวันนี้นั่นเองและแบรนด์เหล่านี้ยังเป็นแบบอย่างแนวทางให้กับแบรนด์ที่มีอยู่และกำลังสร้างมาใหม่อีกด้วย

คนที่เราควรพูดถึงเขานั้นก็คืออีฟ แซงตจ์ โลรองต์

สำหรับเราแล้วเขาคือตำนานแห่งวงการแฟชั่นที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งซึ่งเอกลักษณะในการแต่งตัวของเขานั้นมักจะเป็นการแต่งแบบเนียบตลอดไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหนก็ตามเพราะคนที่เห็นเขาส่วนใหญ่นั้นจะเห็นเป็นการแต่งตัวเนียบที่สุดที่ทุกคนจะต้องยอมรับในการเนียบของเขาเลยแหละ เขาจะไม่ปล่อยตนเองให้ดูว่ามีการทรุดหรือโทรมโดยเด็ดขาดหรือจะต้องเป็นการมิกและแมทด้วยกันทุกชุดก็ว่าได้ซึ่งมันทำให้เขานั้นถูกจดและจำเป็นตำนานเพราะความเนียบที่ไม่มีใครเกินนี่แหละ ซึ่งนั้นเป็นเหตุให้ชีวประวัติเขาได้ถูกไปทำเป็นหนัง แถมทำสองครั้งอีกด้วย

สำหรับเขานั้นจะแสดงให้เหล่าบุคคลที่อยู่ในวงการออกมายอมรับในการออกแบบผ้าที่มีการเนียบเพราะเป็นการแสดงให้ทุกคนเหล่านั้นมีความประจักและได้นำเขามาเป็นตัวอย่างถึงคุณภาพงานในการทำแบบออกมาได้เนียบมากเพราะการออกแบบนั้นกับเขาเหมือนกันแทบจะทุกอิริยาบถนั้นเองซึ่งการออกแบบและแนวทางในการแต่งตัวมันก็ประกาศความเป็นเอกลักษณะในตัวตนของเขาและสร้างชื่อเสียงให้กับตัวของเขาเองและซึ่งเป็นการทำให้โด่งดังเป็นชื่อเสียงตลอดจนทุกวันนี้

สำหรับการแต่งตัวของเขาเราและคนอื่นๆมีการมองออกมาว่าเขาคือแนวแบบต้นๆที่เราควรนำมาเป็นแบบอย่างและเป็นการนำมาเป็นแบบอย่างจนถึงในยุคนี้ด้วยเช่นกัน เพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็จะมีคนที่แต่งตัวสไตล์หรือแบบเขาอยู่เต็มไปหมดในทุกพื้นที่แม้แต่ดาราหรือการนำไปใช้ในการแต่งตัวของนักดนตรีก็ตามจนถึงทุกวันนี้ถ้าใครคิดจะแต่งตัวแนววินเทจก็จะเห็นการแต่งตัวสไตล์เขาคนนี้นี่แหละ