การประยุกต์การใช้สีของศิลปะคริสเตียน 

ยุคคริสเตียนเป็นยุคที่ศิลปะกำลังเฟื่องฟูโดยเฉพาะการสร้างสรรค์ของงานโมเสกหรือการแก้กระจก หินสีต่างๆถูกนำมาเรียงให้เป็นงานต่างๆเพื่อแสดงให้เห็นว่าอารยธรรมหรือมีความศรัทธาในพระเจ้าส่วนใหญ่งานศิลปะในประเภทนั้นๆก็จะถูกแสดงให้เห็นว่า ชาวคริสเตียนหรือพวกนอกศาสนาที่ไม่รู้หนังสือก็สามารถสร้างสรรค์งานที่แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาหรือมีอารยธรรมของงานศิลปะนี้ได้

งานสักการะนี้มักจะเป็นเส้นรอบที่มีความชัดเจนด้านข้างมากซึ่งการใช้สีที่โดดเด่นซึ่งแสดงให้เห็นว่าบุคคลสำคัญในคัมภีร์ไบเบิล สามารถแสดงเธอถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะจนข้างเดียวได้งานเรือนแก้วกระจกหรือว่างานเรียงหินแก้วนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในยุคปัจจุบันหากเราลองไปโบสถ์ทางด้านศาสนาคริสต์ต่างๆ ก็จะเห็นงานศิลปหัตถกรรมตอนนี้ได้หลายๆที่ในการแสดงให้เห็นว่าความศรัทธาของผู้คนมีมากขนาดไหนที่ถ่ายทอดมาเป็นงานศิลปะ 

เวลากลางคืนถูกแสงจากตะเกียงไฟหรือแสงจากไฟต่างๆ และแสดงให้เห็นถึงภาพที่มีความชัดเจนข้างเยอะไม่มีความเหมือนจริงหรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของการใช้สีที่ตัดกันอย่างชัดเจนจนมากจนเกินไป ซึ่งการใช้งานต่างๆนี้ถูกสร้างสรรค์อยู่ในหมวดต่างๆเพื่อแสดงให้เห็นถึงลักษณะของศาสนา

ศิลปะต่างๆเป็นศิลปะที่แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาของผู้คนต่างๆที่แสดงความศรัทธาต่อพระเจ้า ซึ่งศิลปะสักการะนี้เขามีการพัฒนาตลอดเวลาให้มีความสร้างสรรค์หรือแม้แต่จะเป็นการสร้างบรรยากาศต่างๆโดยเฉพาะในส่วนของบทและแสดงสินค้าต่างๆ งานโมเสกตอนนี้ได้มีการใช้กันอย่างแพร่หลายเป็นงานจิตรกรรมขนาดชิ้นเล็กๆบนแผ่นไม้หรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของการถ่ายทอดผู้บริจาคเงินให้กับโบสถ์นานๆก็จะมีการพัฒนาให้มีความเหมือนทุกคนนะเต่านี้ อย่างไรก็ตามศิลปะในการใช้สีต่างๆของคริสเตียนก็มีปัญหาตลอดเวลาส่วนใหญ่ครับหากเป็นงานโมเสกเป็นงานใช้แก้ว

สีสันก็จะมีความเข้มหรือมีความชัดเจนเรื่องตังค์เยอะมีเส้นตัดที่ไหนอย่างชัดเจนซึ่งในยุคปัจจุบันก็มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างไรก็ตามการใช้งานโหมดต่างๆเหล่านี้ก็มีการใช้อยู่ตลอดเวลาเพราะผู้กำกับให้ความเลื่อมใสและความศรัทธาโดยเฉพาะในส่วนของศาสนาต่างๆซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างยิ่ง ทำงานศิลปะต่างๆเหล่านี้

ของผู้คนให้ความสนใจในการแสดงความเคารพหรือว่าแสดงให้เห็นว่าความศรัทธาของผู้คนนี้มีค่อนข้างมากก็เท่านี้เองจึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง งานศิลปะที่เข้ามาสู่จิตใจของผู้คนโดยเฉพาะผู้คนที่อยู่ในศาสนาต่างๆที่แสดงให้เห็นว่างานศิลปะไม่มีข้อจำกัดในการพัฒนาไม่เพียงแต่การเขียนภาพจากเรื่องวันนั้นเรายังสามารถพัฒนารูปต่างๆ

ซึ่งสามารถแสดงถึงอารมณ์ทัศนียภาพหรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของการใช้สีต่างๆซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้คนสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนในยุคต่างๆเหล่านี้ งานที่ถูกใช้ในส่วนของสถานที่ต่างๆรวมทั้งยังเป็นการพัฒนารูปแบบงานต่างๆที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดอย่างไรก็ตามโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันการใช้งานในขณะนี้ก็ยังมีการใช้งานอยู่จนถึงในยุคปัจจุบันที่ผู้คนมีการใช้ศิลปะในการกล่อมเกลาจิตใจมนุษย์หรือว่าการใช้สีต่างๆซึ่งแสดงให้เห็นถึงความ ฉูดฉาด 

 

 

สนับสนุนโดย  huaydee

สงครามโลกครั้งที่1เกิดโดยบังเอิญจริงหรือ?

นักวิชาการทางรัฐศาสตร์เขาก็ยังได้ถกเถียงกันอยู่เรื่อยๆว่าสงครามโลกครั้งที่1นั้นได้เป็นสงครามที่เกิดจากความบังเอิญแบบตกตกกระไดพลอยโจนหรือว่ามันเกิดจากความตั้งใจของบางประเทศที่จะทำให้เกิดสงครามบางทฤษฎีีได้บอกว่า การล่าอาณานิคม การแข่งขันสะสมอาวุธ การเป็นพันธมิตรกัน ชาตินิยม 4ข้อที่เราได้กล่าวมานี้แม้ว่าจะไม่มีใครอยากจะให้มันเกิดขึ้นและนักวิชาการบางสายเขาก็จะปฏิเสธความคิดนั้นโดยสิ้นเชิง

กล่าวคือว่า ความบังเอิญไม่มีจริงในการทำสงครามนักวิชาการสายนี้เขาบอกว่าเยอรมันได้เป็นมหาอำนาจทางทหารอยู่แล้วต้องการจะทำสงครามกับรัสเซียในปี ค.ศ.1914 เพราะเป็นเวลาที่แสนยานุภาพของเยอรมันกำลังแรงสุดเลยและเมื่อแรงสุดแล้วก็จะมีแต่จะลดลงๆผิดกับรัสเซีย

ซึ่งกำลังจะปฏิรูปด้านกองทัพอยู่และก็มีการปฏิวัติในอุตสาหกรรมในประเทศด้วยแล้วถ้าเกิดว่ารัสเซียนั้นได้ทำสำเร็จประเทศรัสเซียนั้นก็จะลายเป็นประเทศใหม่แห่งมหาอำนาจในยุโปรจากนั้นก็ดันให้เยอรมันตกกระเป๋าลงไปคู่กรณีของสงครามโลกครั้งที่1ก็จะแบ่งออกเป็นสองฝ่ายได้แก่ ฝ่ายไตรภาคีที่นำโดยอังกฤษฝรั่งเศสรัสเซียและฝ่ายมหาอำนาจกลางที่นำโดยเยอรมันออสเตรียฮังการีทั้งหมดทั้งปวงนี้ที่เราได้เก่นไปให้แล้วคราวนี้เราจะกลับมาที่จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี เป็นจักรวรรดิที่เกิดขึ้นของการจับมือรวมอำนาจของ2ราชวงศ์นั่นก็คือราชวงศ์ออสเตรียและราชวงศ์ฮังการีมีทั้งสิ้น2จักรวรรดิใหญ่เป็นอันดับสองรองจากจักรวรรดิรัสเซียแต่อย่างไรก็ตามแสนยานุภาพทางการทหารก็ยังด้อยกว่าจักรวรรดิเยอรมันอยู่บ้าง

ซึ่งเนื่องจากทั้งสองจักรวรรดิเป็นพันธมิตรที่แน่นเหนียวมากเราหมายถึงออสเตรียเยอรมันกับฮังการีนอกจากนี้จักรวรรดิออสเตรียฮังการีได้ผนวกดินแดนที่เรียกว่าบอสเนียเอาไว้ภายใต้จักรวรรดิด้วยบอสเนียต้องการเอกราชมันจึงได้มีความขัดแย้งมากขึ้นมาเรื่อยๆเซอร์เบียซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านได้แอบสนับสนุนบอสเนียอยู่และเซอร์เบียก็ได้เป็นพัมธมิตรกับรัสเซียและรัสเซียก็ได้เป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสและอังกฤษถ้ารบกับเซอร์เบียก้เท่ากับว่าจะต้องรบกับอังกฤษฝรั่งเศสและที่น่ากลัวมากที่สุดก็คือจะต้องรบกับรัสเซียได้

ดังนั้นรัฐบาลฮังการีจึงได้รองสัญญาณการสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมันก่อนที่จะทำอะไรลงไป เมื่อไคเซอร์ วิลเฮมที่2 กษัตริย์เยอรมันได้ส่งสัญญาณลับมาว่าถ้าเกิดมีสงครามขึ้นมาจริงๆเยอรมันพร้อมรวมรบกับ ออสเตรีย-ฮังการีแน่นอน

เมื่อได้รับสัญญาณดังกล่าวออสเตรียฮังการีก็เลยเดินหน้าเต็มสตีมเลยคำว่าเดินหน้าเต็มสตีมหมายความว่าหาเรื่องที่จะรบนั่นเองโดยการยื่นคำขาด10ข้อให้กับรัฐบาลเซอร์เบียให้ปฏิบัติตามซึ่ง10ข้อนั้นจะมีรายละเอียดกันยังไงแต่ก็เราขอพูดกันอีกนี้ก็พอเพราะว่ามันเยอะและยาวมากแต่ว่ามันเป็นข้อเสนอที่ออกแบบมาที่จะให้รับไม่ได้ทำตามไม่ได้ยังไงก็ต้องมีการรบกันอย่างแน่นอน

ศิลปะแบบบาโร้ก

ศิลปะบาโร้กคืออะไร คำจำกัดความที่สั้นและได้ใจความที่สุดก็คือเยอะยิ่งเยอะยิ่งดีMoreismoreผู้ใหญ่บางคนอาจจะเรียกศิลปะแบบนี้ว่าเป็นศิลปะแบบรุงรังแต่สำหรับหลายๆคนศิลปะบาโร้กคือความMass

Massในที่นี่ก็หมายความถึงคนส่วนใหญ่และหมายถึงคนส่วนใหญ่ในช่วงศตวรรษที่17ถึงกลางๆศตวรรษที่18เป็นสไตล์ของศิลปะทั้งงานปั้นงานสถาปัตยกรรมงานเพ้นท์ติ้งและก็งานด้านดนตรีที่คนหมู่มากชอบแต่นักวิจารณ์ศิลปะและนักวิชาการที่มีชื่อเสียงต่างก็พากันคง่ำปากทำจมูกฟุดฟิดใส่ไม่โอเคกันมาอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งคำว่าบาโร้กได้เป็นภาษาโปรตุเกสแปลตรงๆเลยก็คือไข่มุกแต่มันไม่ใช่ไข่มุกที่มันกลมๆเพอร์เฟ็กต์แต่ว่าเป็นไข่มุกเบี้ยวถ้าคุณเป็นคนที่ชมชอบในไข่มุกคุณก็จะทราบว่าไข่มุกบาโร้กนั้นไม่มีเม็ดไหนที่เหมือนกันเลยเพราะว่าเขาจะมีฟอร์มมีShapeที่ต่างกันเบี้ยวมากเบี้ยวน้อยเบี้ยวซ้ายเบี้ยวขวาและก็จะมีทุกสีสันแต่จุดเด่นของไข่มุกบาโร้กก็คือคุณจะละสายตาจากเขายากมากเพราะว่าเขามีอะไรให้คุณนั้นได้ดูอีกเยอะเหลือเกินแล้วเขาก็ยังได้มีความแวววาวมีความสะท้อนแสงมองในแสงหรือมุมที่ต่างกันเขาก็จะดูเหมือนว่าเป็นมุกคนละเม็ดกันเลย

นอกจากนี้ศิลปะบาโร้กก็เช่นเดียวกันคือเน้นขายความว้าวความเว่อร์ความอลังการความยิ่งใหญ่หรูหราเห็นแล้วอยากจะคุกเข่าลงไปกราบในความยิ่งใหญ่เหมือนได้สัมผัสกับสิ่งที่สูงส่งกว่าเรามากๆอะไรประมาณนี้เลยศิลปะในยุคของบาโร้กนั้นได้เดินทางมาถึงจากยุคเรเนซองส์และแมนเนอริสม์

ซึ่งแน่นอนเลยว่าในยุคบาโร้กคนในตอนนั้นก็ไม่ได้บอกว่านี่คือยุคบาโร้กแต่ว่ามันเป๋นการนิยามและตั้งชื่อในภายหลังโดยนักประวัติศาสตร์ศิลปะแต่ก็นั่นแหละคำว่าบาโร้กนั้นในสายตาของนักวิชาการและนักวิจารณ์ศิลปะเป็นคำที่มีความหมายในเชิงดูแคลนนิดๆบางท่านได้บอกว่าอะไรที่เป็นบาโร้กมันคือสิ่งที่ซับซ้อนมากโดยไม่จำเป็นหรือว่าซับซ้อนเยอะๆแต่ไร้ประโยชน์เอาง่ายๆก็คือคำว่าบาโร้กในช่วงแรกๆมันไม่ใช่คำชมก็แล้วกัน อย่างเช่นบาโร้กมากอะไรแบบนี้

เนื่องจากนี้ศิลปะในสไตล์บาโร้กกำเนิดขึ้นด้วยเหตุผลทางการเมืองคือมันเป็นการแก้เกมของศาสนจักรคาทอลิกที่พยายามที่จะกอบกู้ความนิยมของตนเองกลับมาหลังจากที่เกิดการแยกตัวที่เรียกว่าProtestnt Reformationคุณอาจจะเคยได้ยินชื่อMartin Luther

Martin Lutherนี่เป็นพระในศาสนาคริสต์นิกานโรมันคาทอลิกแล้วก็ได้เป็นอาจารย์สอนวิชาเทววิทยาชาวเยอรมันMartin Lutherมีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่16เขาเป็นคนที่เริ่มต้นคลื่นของการปฏิรูปศาสนาคริสต์แบบโรมันคาทอลิก

ภาพวาดช่วงการปฏิวัติ วัฒนธรรมประเทศจีน

สำหรับเศรษฐกิจในประเทศจีนหลังจากที่นายเหมาเจ๋อตงได้เกษียณอายุไปแล้วและได้แต่งตั้งนายพลหลินเปียวเป็นแทนต่อจากนายเหมาเจ๋อตงเศรษฐกิจก็ได้เริ่มฟื่นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วนางเจียงชิงหลังจากที่เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในการประชุมพรรคก็ได้เข้ามาควบคุมงานทางด้านวัฒนธรรมของประเทศผลงานชิ้นโบว์แดงก็คือการเข้าไปในโรงเรียนต่างๆแล้วได้สร้างวิชาศึกษาวัฒนธรรมเหมาในหมู่บ้านเยาวชนและได้ก่อตั้งในสิ่งที่เรียกว่า 

เยาวชนพิทักษ์แดง หรือว่า เรดการ์ด ขึ้นในทุกโรงเรียน นายพลหลินเปียวหลังจากที่เผิงเต๋อฮว๋ายถูกเคี้ยะกระเด็นออกไปแล้วก็ขึ้นมาใหญ่โตแทนหลินเปียวก็เป็นผู้มีส่วนสำคัญมากในการสร้างลัทธิบูชาตัวบุคคลของเหมาขึ้นมา

โดยการสั่งพิมพ์สรรนิพนธ์เหมาแจกหนังสือเล่มนี้ที่มีชื่อเล่นว่าThe Little Red Book ซึ่งทุกคนจะต้องมีและถ้าคุณได้ไปดูภาพถ่ายหรือภาพวาดช่วงการปฎิวัติวัฒนธรรม

นอกจากหมวกที่lconicมากๆคนในรูปทุกคนจะต้องมีหนังสือเล่มแดงเล่มนี้อยู่ในมือด้วยซึ่งได้มีอยู่ช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกเลยที่The Little Red Book เป็นหนังสือที่ถูกตีพิมพ์มากที่สุดในโลกแซงคัมภีร์ไบเบิล 

ซึ่งยืนหนึ่งตลอดกาลหนังสือยอดพิมพ์สูงสุดอยู่หลายปีเลยนี่เรายังไปไม่ถึงแก๊ง4คนเลย

หลังจากที่ได้เกษียณตัวเองมาได้ระยะหนึ่งเหมาเจ๋อตงก็คิดว่าจะCome Backสักทีทั้งนี้รายงานว่าเหมาพูดว่ารู้สึกว่าตัวเองเหมือนบางสิ่งบางอย่างที่คนเคารพแต่ว่าไม่มีใครฟังเหมือนคนแก่ที่ถูกทุกคนกราบไหว้แต่ว่าไม่มีใครได้ให้ความสำคัญจริงๆเราจะต้องไม่ลืมว่ากระบวนการสร้างเยาวชนพิทักษ์แดงและงานด้านวัฒนธรรมในการสร้างลัทธิบูชาตัวบุคคลของเหมาเจ๋อตงได้ดำเนินมาช่วงหนึ่งแล้วตั้งแต่หลังปี1959ดดยเจียงชิงและหลินเปียว พอเหมาเจ๋อตงได้ตัดสินใจที่จะกลับเข้ามาทวงคืออำนาจในปี1966ก็ดูเหมือนว่า ทุกอย่างจะพร้อมพอดี

ในปี1965เหยาเหวินหยวนนักวิจารณ์ละครได้เขียนบทความวิจารณ์ละครเวทีเรื่องไห่ญุ่ถูกขับออกมาจากราชย์สำนักซึ่งได้เขียนโดยข้าราชการระดับสูงสุดผู้หนึ่งเหยาเหวินหยวนได้บอกว่าละครเรื่องนี้มันหลอกด่าประธานเหมาเจ๋อตงชัดๆเพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับข้าราชการผู้ซื่อสัตย์และจงรักภักดีได้ถูกฮ่องเต้ขับไล่ออกจากราชสำนักเพราะบังอาจพูดความจริงกับฮ่องเต้

ซึ่งเหยาเหวินหยวนได้บอกว่านี่คือการหลอกด่าประธานเหมาเจ๋อตงในเรื่องของนายหล เผิงเต๋อหวายอาจารย์มหาวิทยาลัยสาขาปรัชญาชื่อเนี่ย หยวนจื่อ ออกมาด่ามหาวิทยาลัยว่ารับใช้ทุนนิยมได้เป็นปักษ์ต่ออุดมการณ์คอมมิวนิสต์นักศึกษามหาวิทยาลัยก็ได้ออกมารับลูกด้วยการทำหนังสือพิมพ์กำแพงที่มหาวิทยาลัยวิจารณ์ความเป็นทุนนิยมและความเป็นอีลีตของอาจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัย

 

สนับสนุนโดย  bk8

ตำนานประวัติศาสตร์ของจิ๋นซี

ในช่วงชีวิตของกษัตริย์ราชวงศ์จิ๋นซีในช่วงตอนนั้นเขาก็ได้สร้างประวัติศาสตร์ของจีนที่ไม่มีใครที่จะสามารถที่จะทำได้เหมือนเขาเลยนั่นก็คือเขาได้ทำการรวบรวมแผ่นดินจีนให้เป็นแผ่นเดียวและก็ไม่เคยที่จะแพ้สงครามให้กับใครเลย

เพราะฉะนั้นแล้วความยิ่งใหญ่ในราชวงศ์จิ๋นซีในช่วงตอนนั้นถือว่ายิ่งใหญ่และถือว่าได้โด่งดังไปทั่วโลกเลยเขาเลยจะต้องจัดสร้างหลุมศพตัวเองที่มีขนาดใหญ่มากๆพอที่จะเทียบเท่ากับชื่อเสียงของเขาได้แต่ในตอนนั้นทางทีมวิศวของจีนเขาเลือกที่จะไม่สร้างให้เป็นหลุมศพเพราะเขาดุว่ามันดูเล็กและมันดูไม่ยิ่งใหญ่พอเขาเลยได้ตัดสินใจสร้างเป็นอนุสรณ์สถานบุรษุพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศจีนแทน

ซึ่งตรงจุดนี้แล้วเราจะต้องแยกแยะก่อนคำว่าหลุมศพกับอนุสรณ์สถานมันต่างกัน คำว่าหลุมศพมันเป็นเพียงแค่สถานที่เอาไว้ฝังศพเพียงเท่านั้นแต่ถ้าเป็นอนุสรณ์สถานเราจะพูดให้ได้เห็นภาพกันง่ายๆก็เทียบในทัชมาฮาลในยุคปัจจุบันที่มีความยิ่งใหญ่และได้มีความสวยงามมากกว่าหลุมศพทั่วไปนั่นเอง

นอกจากนี้ในแนวคิดของการสร้างอนุสรณ์สถานจุดเริ่มต้นไม่ได้มาจากราชวงศ์จิ๋นซีแต่การสร้างอนุสรณ์สถานให้กับจีนในสมัยก่อนมันเคยมีมาแล้วและมันเคยมีหลักฐานในหน้าประวัติศาสตร์เอาไว้ด้วย

ตามข้อมูลที่เราได้ไปหามาเขาได้บันทึกเอาไว้ว่าจากหลักฐานที่ค้นพบปกติหลุมศพของจีนสมัยยุคโบราณจะมีลักษณะที่เป็นหลุมลึกๆที่มีรูปแบบและลักษณะโรคงสร้างที่ไม่ยากแลสามารถทำได้ง่ายทั่วไปอย่างง่ายๆแต่

เมื่อปี1977ทีมนักโบราณคดีของประเทศจีนได้ขุดค้นพบสุสานของขุนนางท่านหนึ่งที่ได้มีชื่อว่า “ เซิง เฮ่า ยี่  “โดยจากการตรวจสอบอายุของหลุมศพตรงนี้เขาได้คาดการณ์กันว่ามีอายุราวๆ200ปีก่อนที่จะมีจักรพรรดิองค์แรกและนั่นก็อาจจะแปลว่าหลุมศพนี้ได้มีมาก่อนที่จะมีประวัติศาสตร์ของราชวงศ์จิ๋นซีนั่นเองและยังได้พบอีกว่าหลุมศพนี้ได้มีความแปลกกว่าหลุมศพอื่นๆนั่นก็คือ

หลุมศพนี้เป็นหลุมศพที่เหมือนกับปราสาทใต้ดินเลยโดยลายละในการค้นพบของหลุมศพนี้ตามข้อมุลของยังได้บอกเอาไว้อีกว่าบริเวณด้านในได้ถูกตกแบ่งออกเป็นห้องๆมีทั้งห้องนอนห้องน้ำและห้องอื่นๆที่ได้มีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตและจะมีอยู่อีกหนึ่งห้องนั่นก็คือห้องที่ได้เอาไว้ฝังโลงศพแต่ทุกๆห้องนั้นจะมีการเจาะรูเอาไว้และในตามความเชื่อแล้วการตายไม่มันไม่ใช่จุดจบแต่การตายเป็นการเริ่มต้นใหม่และวิญญาณต้องมีอยู่จริงเขาเลยต้องเจาะรูเพื่อให้วิญญาณได้ออกไปใช้ชีวิตตามห้องต่างๆที่เขาได้เตรียมเอาไว้และสามารถใช้ข้าวของเครื่องใช้ในนั้นได้อีกด้วย

 

สนับสนุนโดย  dewabet

มองศิลปะผ่านสถาปัตยกรรม

หัวหมาก 09 เป็นโฮมออฟฟิศที่มีการผสมผสานอย่างดีมีกลิ่นไอของความร่สมสมัยของสิ่งปลุกสร้างมีความเก่าและความคลาสสิคผสมผสานกันอย่างลงตัวและมีการโชว์ความเรียลของวัสดุอุปกรณ์ที่เป็นสิ่งปลูกสิร้างรวมถึงของตกแต่งได้อย่างดีในทุกๆส่วนด้วยถือว่าเป็นสถานที่ที่น่าสนใจสถานที่หนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเด่นเลยก็ว่าได้

ซึ่งภายในทั้งในเรื่องของการสร้างและการตกแต่งจะมีลักษระที่หนักแต่รู้สึกอ่อนโยนและมีความดิบแต่โมเดิร์น ซึ่งสถานที่นี้นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สะท้อนตัวตนของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี ซึ่งเจ้าของโฮมออฟฟิศแห่งนี้ก็คือ คุณนนท์ INCHAN ATELIER คุณนนท์นั้นเป็นสถาปิคเชิงปรัชญา

โดยสถานที่แห่งนี้นั้นเป็นทั้งที่อยู่อาศัยและเป็นออฟฟิศในการทำงาน ดดยภายในนั้นประกอบไปด้วยสำนักงาน สถาปัตและบ้าน ไม่เพียงเท่านั้นยังมีพื้นที่ในส่วนที่เก็บผลงานด้านศิลปะด้วยและในอนาคตก็อาจจะมีแพลนในการสร้างแกลลอรี่เล็กๆ เพื่อไว้ให้คนที่สนใจงานในด้านศิลปะได้ชมกัน ความเป็นมาของหัวหมาก09นั้นมาจากแต่เดิมนั้นคุณนนท์ได้มีการทำ INCHAN ที่บางมดก่อนในช่วงแรกแต่ด้วยบางมดนั้น

เป็นพื้นที่ที่อยู่ค่อนข้างไกลก็อาจจะทำให้ไม่สะดวกในการติดต่อสื่อสารประสานงานในการทำงานได้ และเมื่อคุณนนท์เริ่มที่จะจริงจังในการก่อตั้งสำนักงานขึ้นมาทำให้มีการซื้อที่ดินในพื้นที่หัวหมาก ทำให้เกิดเป็นหัวหมาก09ขึ้นมานั่นเอง

โดยสถานที่นี้นั้นถูกเนรมิตให้เป็นทั้งสำนักงานบ้านและแกลลอรี่ขนาดเล็ก ซี่งการวางแผนในหารจัดตั้งสถานที่แห่งนี้ของคุณนนท์นั้น ก็ได้มีการวางแผนเป็นอย่างดีว่าถ้าหากเรานั้นต้องการที่จะจัดตั้งสถานที่ที่เราต้องการนั้น การสร้างเพื่อให้สิ่งที่สร้างนั้นเป็นสิ่งที่สะท้อนตัวเองของตัวเองได้อย่างดีที่สุดไปเลยด้วย เพราะเมื่อเราอยู่หนืออาศัยนั้นก็จะทำให้เรามีความสุขได้นั่นเอง

ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดที่มีการผสมผสานทั้งในด้านสถาปัตและศิลปะได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว โดยการก่อสร้างนั้นจะเน้นด้านนอกเป็นลักษณะปืนเปือยโดยคถณนนท์นั้ตั้งใจให้สถานที่แห่งนี้มีความดิบและเก่าแก่ไปตามอายุของการใช้งานสถานที่แห่งนี้แต่มีการจัดสร้างและจัดสรรด้านในบ้านนั้นโดยการเปลี่ยนลักษณะในบ้านให้ตรงข้ามกับด้านนอกนั่นเอง ทำให้ด้านในและนอกของสถานที่นี้นั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้ได้อารมณ์กับสถานที่ในสองแบบได้ด้วย โดยภายในอย่างที่บอกว่าเน้นเป็นลักษณะดิบ

แต่ภายในนั้นมีการจัดโทนให้เป็นไปในโทนสีอ่อนและสีข่าว เพื่อที่จะสามารถจำลองและเนแกลลอรี่ในตัวไปเลยอีกด้วย ทำให้หัวหมาก09นั้นมีความโดดเด่นอย่างมากเพราะไม่เพียงการสร้างสรรค์ในการจัดสร้างสถานที่แต่ยังมีการใส่ใจในทุกรายละเอียดของสิ่งปลูกสร้างด้วย จึงถือว่หัวหมาก09นั้นเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยศิลปันั่นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ได้เงินจริง มือถือ

ประเพณีวันตรุษจีน สำคัญอย่างไร

ในวันตรุษจีนนั้นถือได้ว่าเป็นวันที่สำคัญมากที่สุดวันหนึ่งของชาวจีน ซึ่งถ้าหากเปรียบเทียบกับชาวไทยของเรานั้นก็คงเหมือนกับวันสงกรานต์ของบ้านเมืองเราแหละ ซึ่งในวันวันตรุษจีนนี้ชาวจีนทั้งหลายก็มีความให้ความสนใจกับวันนี้มากด้วยกัน

โดยในวันนี้จะมีการสั่งหยุดงานให้กับพวกเขาหลายวัน เพื่อที่จะเป้นการให้พวกเขาได้ไปเตรียมตัวเพื่อจะเป็นการจัดงานในวันนั้น เพราะพวกเขานั้นจะต้องทำความสะอาดบ้าน เพื่อเป็นการต้อนรับสิ่งดีๆเข้าบ้านของพวกเขานั่นเอง

นอกจากนั้นก็จะออกไปหาซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆเอามาให้ลูกหลานได้ใส่ และซื้อสิ่งของหรืออาจจะเป็นของขวัญให้แก่ญาติผู้ใหญ่ที่เคารพอีกด้วย เพราะจะต้องมีการรวมญาติและยังมีการไหว้บรรพบุรุษและมีการจุดดอกไม้ไฟกันอีกด้วยนะ

สำหรับความเชื่อในวันตรุษจีน มีดังนี้

สำหรับวันตรุษจีนนั้น คนจีนจะไม่พูดเรื่องที่ไม่ดีนะ เพราะพวกเขาถือว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่เป็นมงคล โดยการเริ่มต้นใหม่ก็ควรที่จะพูดแต่สิ่งที่ดีๆ สิ่งที่ห้ามพูดถึงในวันตรุษจีนเด็ดขาดนั้นก็คือเรื่องของความตาย หรือการตาย เพราะถือได้ว่ามันเป็นสิ่งอัปมงคล โดยอาจจะก่อให้เกิดความเสียใจไปตลอด หรือชีวิตในปีหน้าอาจจะมีแต่เรื่องเสียใจ เศร้าใจ ดังนั้นนี่คือข้อห้ามเด็ดขาด

และในวันนั้นการดุหรือห้ามเด็กๆก็จะไม่ทำอีกด้วย เนื่องจากว่ามันไม่ดีในภายภาคหน้า และสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการใช้ของมีคมในวันนั้น พวกเขามักจะไม่ใช้กันก็เพราะว่ามันจะส่งผลให้ตัดโชคลาภออกไป ดังนั้นจึงไม่มีใครนิยมใช้กัน

ของมงคลที่นำมาไหว้ในวันตรุษจีน มีดังนี้

สำหรับพิธีในการไหว้ในวันตรุษจีนนั้น ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เพราะไหว้ดีก็มีแต่สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต ชีวิตจะเฮงๆรวยๆ และได้รับแต่สิ่งดีๆ ดังนั้นชาวจีนจึงให้ความสำคัญในการนำสิ่งของมาไหว้กันเสียมาก นึกภาพนะเพียงแค่หมี่ที่จะนำมาไหว้ยังจะต้องเป็นหมี่ที่มีชื่อเสียงและเป็นหมี่อย่างดีเลย แล้วนับประสาอะไรกับสิ่งอื่นๆล่ะ

สำหรับผลไม้ก็จำเป็นที่จะต้องวางแบบพูนๆและผลไม้ที่จะนำมาก็จะต้องมีความหมายดีและเป็นมงคลเท่านั้น วันตรุษจีนรที่จัดวางผลไม้แบบพูนๆเชื่อกันว่าจะทำให้บ้านนั้นมั่งมี รวยๆ ยิ่งๆขึ้นไป ซึ่งอันที่จริงแล้วก็เป็นความเชื่อแบบนี้มายาวนานมากละนะ เพราะเห็นทำกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

ถ้าหากว่าคุณอยากประสบผลสำเร็จก็ลองเอาวิธีที่มีแต่โบราณแบบนี้ไปทำดูบ้างสิ เผื่อจะดีขึ้นก็ได้นะ อันที่จริงวันตรุษจีนไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นชาวจีนเท่านั้นที่ไหว้ได้ คนไทยก็สามารถไหว้ได้และขอให้เป็นมงคลแก่ชีวิตของเราได้เช่นกัน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    รหัสคูปอง rb88

ประวัติวอลเลย์บอลในประเทศไทย 

       สำหรับกีฬาวอลเลย์บอลนั้น ไม่ได้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศไทย แต่จะมีต้นกำเนิดมาจากประเทศไหน และมีการนำกีฬาวอลเลย์บอลมาเล่นกันตั้งแต่เมื่อไหร่นั้นไม่เคยมีหลักฐานปรากฎอย่างชัดเจน ซึ่งเท่าที่มีการพูดคุยหรือมีการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของประวัติวอลเลย์บอลนั้น มีเรื่องราวเล่ามาว่ามีการเล่นวอลเลย์บอลมากนานนับร้อยปีแล้วเช่นกัน

ซึ่งในช่วงแรกแรกที่วอลเลย์บอลมีการนิยมนำมาเล่นกันในประเทศไทยนั้น คนไทยไม่ค่อยนิยมเล่นกันสักเท่าไหร่ กลุ่มคนที่เล่นวอลเลย์บอลกลุ่มแรกแรกกลับเป็นกลุ่มคนชาวจีนที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทยและยังมีกลุ่มคนชาวญวณที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเช่นเดียวกัน  ซึ่งหลัง จากที่คนไทยเห็นคนจีนและคน ญวณเล่นกีฬาวอลเลย์บอลกันแล้วจึงอยากจะลองเล่นดูบ้าง

และได้มีการนำกีฬาชนิดนี้ไปจัดการแข่งขัน ตามสถานที่และตามจังหวัดต่างต่าง เพื่อให้คนไทยได้เริ่มรู้จักกีฬาชนิดนี้กันอย่างแพร่หลายนั่นเอง อย่างไรก็ตามหลังจากที่คนไทยเริ่มหันมานิยมเล่นกีฬาวอลเลย์บอลแล้ว ก็พบว่าได้เริ่มมีการคิดที่จะมีการจัดการแข่งขันและมีการชิงรางวัลกันด้วย ซึ่งในช่วงแรกที่มีการจัดการแข่งขันนั้น จะเป็นการจัดงานเฉพาะกลุ่มสโมสร และพวกสมาคมต่างต่าง หรือกลุ่มคนในชุมชนกันซะส่วนใหญ่ ซึ่งแต่ละจังหวัดก็จะมีผู้นำที่มีการริเริ่มให้มีการจัดการแข่งขันนั่นเอง อย่างไรก็ตามกีฬาวอลเลย์บอลเริ่มมีบทบาทเข้ามาเกี่ยวข้องกับการศึกษา

เนื่องจากมีการบรรจุเอาไว้ให้มีการสอนในสถานศึกษาด้วย และเมื่อประมาณปี พุทธศักราช 2477  ก็ได้มีการนำข้อมูลเอกสารเกี่ยวกับกฏกติกาการเล่นกีฬาวอลเลย์บอลของต่างประเทศมาแปลให้เป็นภาษาไทยและได้มีการตีพิมพ์ออกมาเพื่อแจกเป็นหลักสูตรตามสถานศึกษาต่างต่างโดยเฉพาะกับกรมพละศึกษา โดยผู้ที่แปลนั้น ก็คือ คุณนพคุณ พงษ์สุวรรณ

เพราะท่านนั้นถือได้ว่าเป็นคนที่มีความรู้เกี่ยวกับ กีฬาวอลเลย์บอลมากที่สุดในขณะนั้นก็ว่าได้  หลังจากที่มีเอกสารแจกให้กับกรมพละศึกษาทั่วประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การเล่นวอลเลย์บอลในสถานศึกษาจึงได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้นเพราะทุกสถานศึกษาก็จะมีการนำการเล่นกีฬาวอลเลย์บอลมาสอนกับเด็กนักเรียน ซึ่งช่วงแรกนักเรียนหญิงจะเป็นผู้ที่สนใจกีฬาชนิดนี้มากกว่านักเรียนชาย และต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2500  

ประเทศไทยก็ได้มีการจัดตั้งสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลสมัครเล่นขึ้นครั้งแรก ที่เป็นของประเทศไทยเอง และยังได้มีการสนับสนุนให้มีการจัดงานการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลตามสถานที่ของหน่วยงานราชการต่างต่าง ไม่ว่าจะเป็น ตามมหาวิทยาลัย  หรือตามกรมพละศึกษาของจังหวัดต่างต่างและยังมีการให้มีการจัดการแข่งขันขึ้นเป็นประจำทุกปีอีกด้วย

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  หวยออนไลน์ขั้นต่ำ 1 บาท

ตำนานค่ายลูกเสือ ณ ระยอง

ซึ่งได้มีข่าวได้มีเด็กคนหนึ่งได้เข้าไปที่ค่ายลูกเสือและพลัดตกน้ำและก็ไม่สามารถพบเห็นศพเด็กคนนั้นอีกเลยหลังจากที่ได้มีข่าวลือออกไปก็ได้มีผู้คนชาวบ้านได้พูดถึงกันมากยิ่งขึ้น จนได้มีอยู่วันหนึ่งได้มีคนที่เป็นวิทยากรและที่เป็นพี่เลี้ยงที่อยู่ที่ค่ายลูกเสือแห่งนี้เขาก็ได้มีการออกมาบอกว่าเขาได้เจอเหตุการณ์แปลกเกิดขึ้นในขณะที่เขาได้เข้ามาทำหน้าที่ในค่ายแห่งนี้อยู่สองถึงสามเหตุการณ์เลย

เนื่องจากว่าข้อมูลตรงนี้เขายังได้บอกเอาไว้อีกว่าเหตุการณ์แรกนั้นที่เขาได้พบเจอคือได้มีเด็กลูกเสือที่เขาได้คุมค่ายในขณะนั้นได้เดินเข้ามาบอกเขาว่า เมื่อคืนในขณะที่เด็กคนนั้นได้นอนหลับอยู่ในเต้นท์กลับเพื่อเขาอีกคนหนึ่งอยู่ดีๆได้มีเด็กใส่ชุดลุกเสืออย่างเต็มรูปแบบได้เดินเข้ามาอยู่หน้าเต้นท์แล้วได้เปิดเต้นท์เขาขึ้นมาพร้อมกับบอกว่าเขาขอนอนด้วยได้หรือไม่

ซึ่งในตอนนั้นเด็กคนนั้นเขาก็ไม่ได้คิดอะไรด้วยความว่าที่เขานั้นได้เป็นเด็กและเขานั้นได้เห็นว่าคนๆนั้นที่ได้ขอเข้ามานอนเขาก็ได้ใส่ชุดลูกเสืออยู่เหมือนกันเขาก็คิดว่าน่าจะเป็นเหมือนเพื่อนๆห้องอื่นๆก็เป็นได้แต่ในตอนนั้นเขาก็เริ่มที่จะคิดอยู่ในใจอีกอย่างว่าเด็กคนนี้เขาไม่คุ้นหน้าเลยเรื่องว่าเขานั้นได้เป็นเพื่อนที่อยู่นโรงเรียนและอีกหนึ่งอย่างก็คือเด็กคนนั้นที่ได้ใส่ชุดลูกเสืออยู่เสือผ้าทั้งตัวเปียกน้ำไปหมดทั้งตัวเหมือนกับง่าเด็กคนนี้ได้ไปเล่นน้ำหรือตกลงไปในน้ำมานั่นเอง

แต่ก็อย่างที่เราได้บอกไปว่ายังไงเด็กก็คือเด็กเขาไม่ได้คิดอะไรเขาก็เลยแบ่งพื้นที่ที่นอนให้กับเด็กคนนั้นนอนด้วยปรากฏว่าในตอนเช้ามามันก็ได้มีเหตุการณ์แปลกๆก็เกิดขึ้นมาอีกก็คืออยู่ดีเด็กคนนั้นที่ได้เข้ามาขอนอนด้วยเขาได้หายตัวไปโดนที่เด็กสองคนนั้นเขาไม่รู้ตัวเลยเขาก็เลยคิดว่าเหตุการณ์เหล่านั้นมันเป็นเพียงแค่ความฝันหรือเปล่าหรือว่าเขานั้นอาจจะคิดมากไปเอง

ปรากฏว่าหลังจากนั้นที่เขานั้นไปเข้าไปเช็คที่บริเวณเต้นท์แล้วและซึ่งที่เขานั้นพบนั่นก็คือตรงพื้นที่ตรงนั้นตรงที่ได้แบ่งที่ให้เด็กคนนั้นนอนมันก็ได้มีรอยน้ำเปียกเสมือนว่าได้มีคนมานอนจริงๆซึ่งตรงนี้ตอนที่เราได้ไปหาข้อมูลมามันก็ค่อนข้างที่จะน่ากลัวพอสมควรเลยส่วนอีกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันได้เกิดขึ้นมาไม่ไกลกันเลยตรงนี้เจ้าหน้าที่เขาได้เล่าว่าในพื้นที่ของค่ายนั้น

ที่เขาบอกว่ามันมีบ่ออยู่ได้มีอยู่วันหนึ่งที่เด็กลูกเสือหนึ่งคนได้เดินออกไปจากรอบกองไฟและไปยืนอยู่ตรงที่บ่อน้ำแห่งนั้นทำท่าเหมือนคุยอะไรบางอย่างเจ้าหน้าที่เขาได้เห็นเขาก็ตามไปที่เด็กคนนั้นและเข้าไปถามเด็กว่าทำไมถึงมายืนอยู่ที่หน้าบ่อน้ำแห่งนี้

 

 

สนับสนุนโดย  entaplay link

สงครามไทยบุกยึดเชียงตุงคืนจากอังกฤษได้อย่างสำเร็จ

ทหารไทยได้บุกขึ้นไปก็ได้พบว่าทหารจีนได้ถอยไปกันหมดแล้วปล่อยทิ้งศพทหารนานตายเอาไว้อีกทั้งยังได่พบเห็นศพทหารไทยลาดตระเวนที่ได้ถูกจับขังเข้าไว้ให้อดอาหารจนผ่อมโทรมหลังจากนั้นทหารไทยก้ได้เข้ายึดเมืองเชียงตุงได้ในวันที่4มิถุนายน พ.ศ.2485 เป็นระยะเวลากว่า80ปีที่ประเทศไทยเราได้เสียเชียงตุงไป ในสมัยรัชกาลที่3 

เมื่อกองทัพทหารไทยได้เข้ามาถึงในเชียงตุงในตอนแรกชาวบ้านต่างก็ได้เผ่าบ้านเรือนและหนีเข้าไปอยู่ในป่ากันหมดเพราะคิดว่าเป็นทหารของญี่ปุ่นหลังจากที่ได้ทราบข่าวกันดีแล้วว่าเป็นกองทัพของทหารไทยก็ตีฆ้องร้องประกาศและดีใจและได้รีบเข้าต้อนรับกันเป็นอย่างดีหาอาหารมาให้กินตามมีตามเกิด เพราะทหารจีนได้เผาเชียงตุงไปเกือบหมดไปทั้งเมืองเหลือเอาไว้แค่เพียงตึกสามหลังที่มันยังสามารถใช้การได้พร้อมกับว่าปล้นอาหารชาวบ้านและส่วนอาหารที่ไม่สามารถขนไปได้ก็เผาทิ้งไปจนหมดไม่เหลือแถมยังทำลายข้าวของเครื่องทำมาหากินของชาวบ้านไปจนหมดรวมไปถึงโคกและอื่นๆอีกมกมาย 

เช้าในวันรุ้งขึ้นในวันที่5มิถุนายน ค.ศ.2485 ทหารไทยได้เดินขบวนเข้าที่เมืองเชียงตุงอย่างเป็นทางการชาวบ้านที่ได้หนีเข้าป่าไปได้ออกมาทำการต้านรับทหารไทย โดยได้มีดอกไม้และธูปได้มอบให้กับทหารไทยด้วยใบหน้าที่ยิ้มหลังจากนั้นผู้ที่ได้ครองนครเชียงตุงก็ได้ออกมาทำการต้านรับทหารไทยและทำพิธีส่งเมืองให้จอมพลผินชุณะวัณ

ตลาดจนที่ทหารไทยที่ได้เข้ามาที่เมืองเชียงตุงก็ไม่ได้มีท่าทีที่จะแสดงความดีใจอะไรนอกเสียจากความสงสารที่มีให้แก่ชนเชื้อชาติเดียวกันเชื้อสายเดียวกันพูดภาษาเดียวกันนับถือศาสนาและวัฒนธรรมเดียวกันคือคนไทเขินและคนไทใหญ่ที่ต้องมาล้มตายจากสงครามและซากเมืองที่ได้พัง พินาศ

นอกจากนี้ทหารไทยยังอ่อนล้าจากการสู้รบและโรคระบาดโดยเฉพาะโรคมาลาเรียที่ทหารกว่า25%ของทั้งกองทัพจะต้องงหมดสภาพในการสู้รบจากการติดเชื้อเพื่อเป็นการปล่อยข่าวรวงจอมพลผินชุณหะวัณต้องประกาศว่ากองกำลังญี่ปุ่นจะมาสมทบในเร็วๆนี้เพราะรู้กันว่าทหารจีนกลัวทหารญี่ปุ่นและดูเหมือนว่าจะได้พบทหารจีนได้ถอยออกไปเรื่อยๆทหารไทยก็ตามตีอย่างไปถอยและสิ่งที่ยากลำบากกว่าการต่อสู้ก็คือการเดินทางที่ยากลำบากทหารจีนได้ระเบิดสะพานในทุกๆแห่ง

เพื่อที่จะสกัดการติดตามแต่ในการที่สร้างสะพานขึ้นมาใหม่มันกลับยากลำบากยิ่งกว่าเพราะฐานสะพานที่อ่อนแอลงทำให้ทหารช่างต้องเสียชีวิตและได้ตกลงไปในหุบเหลวและแม่น้ำเวลาพักผ่อนของทหารก็ไม่เต็มที่เนื่องจากถูกสัตว์ต่างๆรบกวนเมื่อได้ทำการบุกอย่างต่อเนื่องจนสามารถครอบครองรัฐฉานได้ทังหมดในเดือน มกราคม พุทธศักราช2486ไทยได้สถาปนาดินแดนใหม่แห่งนี้ว่าสาธารณรัฐไทย เดิมและแต่งตั้งพลตรีผินชุณหะวัณดำรงตำแหน่งข้าหลวงพร้อมกับเลื่อนยศเป็นพลโท

 

สนับสนุนโดย  entaplay thailand