การค้นพบซาก ฮอบบิท

เคยคิดกันหรือไม่สิ่งที่มีชีวิตโบราณที่เขาได้เอามาเล่ากันในตำนานเขาไปเอาความคิดมากจากไหนจะเป็นไปได้ไหมว่าคนสมัยก่อนเขาเห็นอะไรที่เราทุกวันนี้ไม่ค่อยได้เห็นกันวันนี้เราก็จะมาเล่าเรื่องราวของสัตว์ประหลาดในตำนานที่มีการค้นพบว่ามีหลักฐานว่ามันมีจริงอยู่บนโลกและหนึ่งในเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตที่จะเอามาเล่ากันในวันนี้ว่ากันว่ามันได้เกิดขึ้นจริงได้

ซึ่งมนุษย์เราก็ได้เตรียมกับการรับมือของมันอยู่เอาเป็นว่าเรามาดูกันเลยว่ามันเป็นตัวอะไรที่ไม่มีสอนกันในห้องเรียนในวันนี้ตัวแรกก็คือ ฮอบบิท สิ่งที่มันมีชีวิตประหลาดหน้าตาคล้านมนุษย์แต่ว่ามีตัวเล็กมากและมีอายุยืนมากที่สุดเลยเชื่อว่าใครหลายๆคนก้อาจจะรู้จักกับเจ้าฮอบบิทครั้งแรกจากนิวนิยามเรื่องเดอะลอร์ดออฟเดอะริงของนักเขียนอัจฉริยะแต่เชื่อหรือไม่เรื่องที่ดูเหมือนกับนวนิยายนี้มันอาจจะมีประเด็นความจริงอยู่เบี้องหลังเพราะว่าปี2013

โดยเขาได้ค้นพบสิ่งที่แปลกประหลาดเกาะฟลอเรสที่อินโดนีเซียสิ่งที่พบนั้นได้เป็นกระโหลกของหญิงวัยเจริญพันธ์แต่ว่ากระโหลกนั้นมันกลับมีขนาดที่เล็กกว่ากระโหลกมนุษย์คนเราถึงสามเท่าเลยเมื่อได้นำเอาทั้งหมดมาประกอบกันแล้วนั้นก็พบว่าเจ้าของร่างนั้นมีความสูงเพียงแค่หนึ่งเมตรเท่านั้นเองทีนี่เขาก็คิดกันไปแล้วว่าร่างของคนนี้อาจจะเป็นพวกคนแคระที่มีความผิดปกติอะไรประมาณนั้น

แต่ทว่าพี่ๆนักโบราณคดีเขาก็ได้ทำการสำรวจไปเรื่อยๆและก็ได้พบศพลักษณะเหมือนกันแบบนี้อีกจำนวน9ร่างเลยทีเดียวจึงทำให้พวกเขานั้นเข้าใจว่ามันไม่ใช่ความผิดปกติของร่างกายของคนสองคนแล้วมันอาจจะเป็นเผ่าพันธ์ที่ได้อาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้อย่างแน่นอนก็เลยตั้งชื่อให้กับคนกลุ่มนี้ว่า ฮอบบิทแห่งเกาะฟลอเรส 

นอกจากนี้พวกเขาก็ยังได้ทำการศึกษากันอย่างจริงจังนำเอาไปเทียบกันว่า ฮอบบิท จะเหมือนกับในหนังได้หรือเปล่ามันก็คงเป็นที่น่าผิดหวังอยู่นิดๆเพราะว่าพวกมันมีอยู่จริงสมองของพวกมันก็จะเล็กมากแต่นั่นก็อาจจะเป็นสาเหตุว่าทำไมเฟรโด้กับแซมถึงต้องใช้เวลานานมากกว่าจะมาทำลายแหวนแค่เพียงวงเดียว

ซึ่งสมองที่เล็กๆของมันนั้นก็เลยได้ทำให้มันได้สูญพันธ์ไปจากโลกนี้ไปนอกจากนี้เขาก็ยังได้สันนิษฐานอีกว่ามันอาจจะมาจากการรุกรานจากมนุษย์อย่างพวกเราๆนี่แหละ

เมื่อเราพูดถึงคนตัวเล็กไปแล้วเราก็มาดูคนตัวใหญ่กันบ้างดีกว่ากับยักษ์ตาเดียวยักษ์ตาเดียว ไซคลอปที่เป็นนอีกหนึ่ที่มีชีวิตชื่อดังไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกว่าพันปีแล้วเราก็ยังสามารถพบเห็นได้ไม่ว่าจะนวนิยายหรือในภาพยนตร์ต่างๆ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  aesexy

การรักษาแบบโบราณชาวกรีก

ซึ่งของเหลวที่อยู่ในร่างกายของมนุษย์ทั้ง4ชนิดในร่างกายมนุษย์ตามความเชื่อของกรีกโบราณได้แก่หนึ่งเลยก็คือเลือดแน่นอนเลยอันนี้ชัดเจนเพราะว่ารู้ว่ามันมีอยู่จริงสองก็คือเสมหะก็คนสมัยก่อนเขาผ่าตัดอะไรไม่ได้เขาก็คงจะดูจากอะไรที่เราคายออกมานี่แหละและอีก2อย่างที่เหลืออยู่ก็คือน้ำเหลืองสีเหลืองแล้วก็น้ำเหลืองสีดำนั่นเอง

โดยอันนี้สันนิษฐานเองส่วนตัวจากการที่เราได้ไปศึกษาอ่านทฤษฎีต่อไปเรื่อยๆและดูวิธีการรักษาเดาว่าน้ำเหลืองสีเหลืองก็คือปัสสาวะและน้ำเหลืองสีดำก็คืออุจจาระนั่นเอง

ดังนั้นคุณHippocratesเขาก็ได้มีความเชื่อว่าของเหลวทั้ง4ที่อยู่ในร่างกายธาตุทั้ง4ที่อยู่ในร่างกายจะต้องรักษาให้มันสมดุลเพื่อสุขภาพที่ดีถ้าสมมติว่าอันไหนมากไปอันไหนน้อยไปก็จะทำให้สมดุลของร่างกายพังแล้วก็ทำให้สุขภาพไม่ดีเท่าที่ควร

ซึ่งในวิธีการรักษาของร่างกายก็เลยจะต้องมีการปรับให้ของเหลวที่อยู่ในร่างกายมันสมดุลกันไม่ว่าจะเป็นการเจาะเลือดออกเขาไม่ได้ใช้วิธีกระอักเลือดแบบในหนังจีนโบราณเขาใช้วิธีการเจาะเลือดออกถ้าสมมุติเลือดมากเกินไปก็ต้องเจาะเลือดออกถ้าสมมุติว่าน้ำเหลืองสีเหลืองมาเกินไปก็ต้องขับปัสสาวะออกถ้าสมมุติว่าน้ำเหลืองสีดำมากเกินไปก็จะต้องไปกินยาถ่ายหรือว่าถ้ามีเสมหะมากเกินไปก็จะต้องขากออกมาอะไรแบบนี้

นอกจากนี้ชาวกรีกโบราณก็ได้ยึดกับทฤษฎีนี้มาเรื่อยๆจนกระทั่งได้มาถึงในยุคของแพทย์อีกคนหนึ่งชื่อว่าคุณGalen of Pergamumคนๆนี้เขาก็เป็นแพทย์ชาวกรีกเหมือกันเขาก็มาตอกย้ำทฤษฎีของคุณHippocratesอีกรอบ

โดยการบอกว่าในการรักษาสมดุลมันสำคัญจริงๆแต่บรรดาของเหลวทั้งสี่ที่อยู่ในร่างกายของเรานั้นของเหลวที่สำคัญที่สุดก็คือเลือดนั่นเอง

ดังนั้นเราปล่อยให้เรามีเลือดมากเกินไปไม่ได้มันจะไม่สมดุลซึ่งจากทฤษฎีของคุณGalen of Pergamumก็เลยทำให้หมอสมัยกรีกโบราณ โรมันโบราณเอะอะวินิฉัยอะไรไม่ว่าจะป่วยเป็นอะไรก็ตามก็จะวินิฉัยว่าคุณมีปัญหามีเลือดเสียอยู่ภายในร่างกายมากเกินไปจะต้องเอาเลือดออกจากตัว

ซึ่งวิธีการเอาเลือดออกจากตัวก็จะมีตั้งแต่วิธีการกรีดเลือดออกแล้วก็เอาถ้วยมารองหรืออะไรต่างๆเอามารองแล้วก็วัดว่าตอนนี้เอาเลือดออกไปกี่ถ้วยแล้วโอเคร่างกายน่าจะได้สมดุลแล้วไปจนถึงวิธีที่แบบดินกว่านั้นอีกก็คือก็คือนำเอาปลิงตัวสัตว์ต่างๆที่มันสามารถดูดเลือดได้นำเอามาดูดออกจากผิวหนังโดยตรงก็เรียกว่าเป็นวิธีลัดแล้วกันในสมัยที่มันยังไม่ได้มีเข็มฉีดยาหรือว่าเข็มเก็บตัวอย่างเลือดอะไรต่างๆ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  letou ฟรีเครดิต

ตำนานยักษ์ยกเสาโทลเวย์

ดินแดนสยามถูกก่อสร้างมาพร้อมกับความเชื่ออะไรต่างๆมากมายตั้งแต่ชื่อเมืองชื่อสถานที่ที่จะแฝงไปด้วยตำนานเรื่องลี้ลับต่างๆในบางเรื่องก็น่ากลัวนั่นเองมันก็ไม่ใช่แค่ยุคโบราณ

กรุงเทพที่นับว่าเป็นเมืองหลวงทันสมัยมากที่สุดของเมืองไทยก็ยังไม่พนกับเรื่องราวความเชื่ออะไรแบบนี้เรามีเรื่องราวปริศนาต่างๆที่ได้ซ้อนอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้กันถึงแม้คนที่โตมากับเมืองนี้ผ่านสถานที่บางแห่งมาทุกวันกลับไม่รู้เลยว่ามีเรื่องลี้ลับฝังอยู่ที่นั่นจะมีอะไรบ้างมาอ่านกันเลย

ซึ่งถ้าหากใครที่นั่งรถหรือว่าขับรถผ่านถนนวิภาวดีรังสิตไหมก็จะต้องขับผ่านเสาต่างๆที่คอยค้ำโทลเวย์อยู่มากมายและถ้าเราลองสังเกตดูให้ดีๆมันมีเสาอยู่สองต้นที่มันจะมีความพิเศษไปมากกว่าเสาต้นอื่นๆอยู่และที่เป็นด้านปลายเสาจะมีรูปยักษ์เหมือนกำลังยืนแบกเสาอยู่มันก็ไม่น่าแปลกถ้าหากว่าเสามันได้สร้างขึ้นมาเหมือนกันหมดทุกต้นแต่ทำไมมันถึงได้มีเพียงแค่บางต้นเท่านั้นที่ได้สร้างให้เป็นรูปยักษ์

เนื่องจากเรื่องนี้มันได้มีที่มามันเป็นตำนานเมืองที่เกี่ยวกับอาถรรพ์ที่สร้างโทลเวย์นี้มันเริ่มต้นจากที่ถนนวิภาวดีก็เป็นหนึ่งถนนที่ขึ้นชื่อว่ารถติดแต่ว่าถนนเส้นนี้เองก็จะมีเส้นลาดพร้าวมันตัดกันมันวิ่งรถกันไม่ถูกกันเลยทีเดียวมันก็จะทำให้มันยิ่งติดเขาไปอีก

นอกจากนี้เขาก็เลยมีโครงการที่จะสร้างถนนให้มันลอยให้ขึ้นไปอยู่บนฟ้าเพื่อเป็นการลดการติดขัดของจารจรแต่ด้วยความที่ว่าสะพานมันเยอะก็เลยจะต้องสร้างให้มันทับกันไปมาจนกระทั่งได้มาถึงสะพานโทลเวย์นี้ตอนแรกที่พวกเขาเริ่มสร้างมันไม่มีอะไรผิดไปแต่ได้สร้างมาถึงตัวแยกลาดพร้าวที่จะต้องยกตัวสะพานให้สูงขึ้นไปอีกเพื่อที่จะข้ามสะพานต่างๆที่อยู่ด้านล่าง

โดยมันดูเหมือนกับว่าจะมีเรื่องอะไรที่มันดูแปลกๆเกิดขึ้นไม่ว่าจะสร้างสะพานยังไงก็ตามยกเสายังไงก็ตามมันก็ล่นลงมาตลอดว่ากันว่ามันได้ทำให้เกิดอุบัติเหตุอยู่หลายครั้งมากเช่นชิ้นส่วนของสิ่งก่อสร้างต่างๆล่นลงมาทับคนที่อยู่ด้านล่าง

ดังนั้นเมื่อสถาปนิกได้หมดปัญญาก็เลยจะต้องหันไปพึ่งคุณไสยแทนพวกซินแสต่างๆนานาก็มาดูกันก็เลยบอกว่าคนมันยกเสาไม่ขึ้นก็ให้ยักษ์ยกสิยักษ์แรงเยอะ

นอกจากนี้ทางทีมงานก็เลยให้จัดสร้างรูปสลักยักษ์ขึ้นมาเพื่อที่จะใช้อำนาจที่มองไม่เห็นในการแบกเสาจากนั้นก็เหลือเชื่อพอเอารูปสลักไปติดเสาโทลเวย์ก็สามารถที่จะยกขึ้นได้อย่างง่ายด้านแล้วก็ไม่พังลงมาอีกเลย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เล่นบาคาร่าออนไลน์ฟรีได้เงินจริง

โรงหนังร้าง จ.สระบุรี

วันนี้เราจะมาพูดถึงสถานที่แห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรีซึ่งสถานที่แห่งนี้ได้ถูกปล่อยให้รกร้างมาเป็นเวลานานมากแล้ว

ซึ่งสถานที่แห่งนี้ถ้าหากไม่ใช่คนในพื้นที่แล้วจะไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่ามีเรื่องเล่าตำนานสุดหลอนมากเลยในส่วนของสถานที่แห่งนี้ที่เราจะเล่าให้ฟังดังต่อไปนี้นั่นก็คือตำนานโรงหนังผีสิงพุทธรามา อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี สถานที่แห่งนี้มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามแต่ถูกปล่อยให้รกร้างอยู่กลางชุมชนชาวบ้านหลายคนที่ผ่านไปผ่านมาในสถานที่แห่งนี้มักจะไม่สังเกตเห็นว่านี่มันคืออะไร

เพราะเนื่องจากว่าภายนอกถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้มันจึงได้ทำให้สถานที่แห่งนี้เหมือนกับว่ามันจะรกร้างถ้าได้เห็นในช่วงตอนกลางวันจะไม่ค่อยเท่าไหร่แต่ถ้าได้มาช่วงตอนกลางคืนแล้วขอบอกได้เลยว่าที่แห่งนี้ได้เป็นอีกสถานที่สถานที่หนึ่งที่วัยรุ่นมักจะชอบเข้ามาลองของกันอยู่เป็นประจำเดี๋ยวเราจะมาดูกันว่าความหลอนของสถานที่แห่งนี้จะหลอนแค่ไหนต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วย

เพราะเนื่องจากว่าเรื่องเล่าในบางเรื่องมันเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าสืบต่อกันมาไม่สามารถที่จะหาหลักฐานที่ชัดเจนได้แต่ทว่าในบางเรื่องก็มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าสิ่งนี้มันเคยเกิดขึ้นจริงๆมาก่อน

สำหรับโรงหนังพุทธรามาหรือชื่อเดิมคือพุทธบูชาตั้งอยู่ใน อ.พระบาทน้ำพุ จ.สระบุรีจากข้อมูลสถานที่แห่งนี้ได้ก่อตั้งมาเมื่อปี พ.ศ.2500แล้วก็ได้เลิกกิจการไปเกือบจะ30กว่าปีแล้วท่ามกลางเสียงที่ล้ำลือว่าเหตุใดถึงต้องยกเลิกกิจการทั้งๆที่ในอดีตที่โรงหนังแห่งนี้ถือว่าได้รับความนิยมจากชาวบ้านในระแวกนั้นเลยเพราะในสถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็นโรงหนังที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นแล้วแต่อยู่ๆได้ปิดกิจการลงโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ

นอกจากนี้โรงหนังแห่งนี้ยังเป็นโรงหนังแบบภาคสดอยู่ในอดีตโรงหนังแบบภาคสดถือว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทุกคนพอจะนึกออกว่ามันเป็นยังไง

ในอดีตโรงหนังต่างๆจะใช้วิธีการเสียงสดเอาในแต่ละเรื่องจะไม่มีการเปิดภาพพร้อมกับเสียเหมือนกับในยุคปัจจุบันแต่จะเป็นการภาคเสียงสดของละครเรื่องนั้นหรือหนังเรื่องนั่นๆ

โรงหนังแห่งนี้เป็นโรงหนังที่ใหญ่หนึ่งโรงได้มีที่นั่งเรียงกันประมาณ30ถึง40แถวรองนึกภาพตามแถวที่นั่งในโรงหนังประมาณ30ถึง40แถวมันจะเป็นโรงหนังที่ใหญ่ขนาดไหนสมัยที่โรงหนังแห่งนี้เริ่มกิจการ

สำหรับคนที่ได้มาดูหนังรอบดึกมักจะเจอเรื่องราวแปลกๆในช่วงกลางวันเวลาปกติก็จะไม่ค่อยมีใครเจออะไรหรอกแต่จะไปเจอเรื่องหลอนๆในรอบดึกหลายครั้งที่คนไปดูหนังรอบดึกมักจะเจอวิญญาณของหญิงสาวที่ไม่มีใบหน้า

 

 

สนับสนุนโดย  สูตรหวยยี่กี lottovip 2ตัว

ตำนานขงเบ้งใครเป็นอาจารย์ของขงเบ้ง

สำหรับเราคิดว่าใครที่อ่านวรรณกรรมสามก๊กหรือว่าไม่เคยอ่านวรรณกรรมสามก๊กชื่อของ ชงเบ้ง นั้นก็คงจะไปปรากฏอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน

ซึ่งประสบการณ์ของใครหลายคนที่มีต่อคำว่าขงเบ้งนั้นก็คงจะแตกต่างกันออกไปบางคนเคยได้ยินคำว่าขงเบ้นจากการเมืองบางคนได้ยินคำว่าขงเบ้งจากภาพยนตร์บางคนได้เห็นว่าขงเบ้งมาจากหนังสือแต่ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตามขงเป็นนั้นถือว่าเป็น ปราชญ์ ผู้หนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศจีนที่ได้ขึ้นชื่อว่า จอมปราชญ์แห่งยุคคนหนึ่งเลยทีเดียว

โดยในประเทศไทยได้หยิบยกเอาคำว่า ขงเบ้ง มาเปรียบเปรยกับผู้ที่มีความรู้มีความสามารถมีความฉลาดในเรื่องของการวางแผนยิ่งกว่าเหนือเมฆเสียอีก

ดังนั้นในหัวข้อที่เราจะมาพูดกันหัวข้อที่ใครหลายคนก็จะมีอยู่ในใจว่าใครเหนือชั้นกว่า ขงเบ้ง ก่อนที่เราจะไปพูดว่าใครอยู่เหนือชั้นกว่า ขงเบ้ง เราควรมาทำความรู้จักกับ ขงเบ้ง เล็กน้อยเพราะว่าบางคนที่จะพึ่งเข้ามาชมก็ยังไม่ค่อยรู้จัดกันเท่าไหร่เราขอปูพื้นเพียงเล็กน้อยว่า ขงเบ้ง นั้นคือใครแบบสั้นๆย่อๆ

ซึ่ง ขงเบ้ง ถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีความปราดเปรื่องมีความฉลาดเป็นนักคิดนักวิเคาระห์นักนวัฒกรรมและที่สำคัญ ขงเบ้ง นั้นไม่ใช่นักวิชาการที่เก่งแต่ในตำราแต่เขายังมีความกล้าได้กล้าเสียกล้าเสี่ยงและยังได้เป็นนักปฏิบัติตัวยงกันเลยทีเดียว

การปรากฏตัวในครั้งแรกของ ขงเบ้ง ในวรรณกรรมของสามก๊กนั้นได้เกิดขึ้นเมื่อเล่าปี่นั้นได้พูดคุยกับสุมาเต๊อะชูและสุมาเต๊อะชูได้ชื่อว่าเป็นซินแสแว่นน้ำแล้วก็ได้เป็นอาจารย์ของ ขงเบ้ง สุมาเต๊อะชูได้พูดกับเล่าปี่ว่าเล่าปี่นั้นไม่สามารถที่จะตั้งตัวได้

ซึ่งในขณะนั้นเราจะต้องเท้าความสักเล็กน้อยว่าโจโฉนั้นได้ตั้งตนเป็นใหญ่แล้วซุนเซ็กตั้งตัวเป็นใหญ่แล้วแต่ทว่าเล่าปี่ยังไปไม่ถึงไหนเรียกได้ว่าเป็นม้าอยู่นอกสายตาเป็นดาวรุ่งมานานแต่ไม่สามารถที่จะขึ้นไปอยู่ค้างฟ้าเหมือนคนอื่นได้ยังไม่ติดลมบนยังพยายามหาหนทางที่จะทำให้ตัวเองนั้นมีจุดยืนที่สำคัญแล้วก็เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่

เนื่องจากนี้แล้วหลายต่อหลายคนมีความคาดหวังกับเล่าปี่แต่ว่าเล่าปี่นั้นก็ไม่ได้ทำการสำเร็จสักทีเล่าปี่ก็ได้มีการสนทนาพาทีกับอาจารย์สุมาเต๊อะชูผู้ที่เป็นซินแสแว่นน้ำผู้อย่างรู้มากมายกันเลยทีเดียวสุมาเต๊อะชูก็ได้พูดกับเล่าปี่ไปว่าท่านขุนพลนั้นเป็นคนที่มีบารมีชื่อเสียงที่กว้างไกลมีทหารที่มีความสามารถมีขุนศึกที่เก่งกาจอย่างกวนอู

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เปิดบัญชีคาสิโนขั้นต่ำ100

ตำนานค่ายลูกเสือ ณ ระยอง

ซึ่งได้มีข่าวได้มีเด็กคนหนึ่งได้เข้าไปที่ค่ายลูกเสือและพลัดตกน้ำและก็ไม่สามารถพบเห็นศพเด็กคนนั้นอีกเลยหลังจากที่ได้มีข่าวลือออกไปก็ได้มีผู้คนชาวบ้านได้พูดถึงกันมากยิ่งขึ้น จนได้มีอยู่วันหนึ่งได้มีคนที่เป็นวิทยากรและที่เป็นพี่เลี้ยงที่อยู่ที่ค่ายลูกเสือแห่งนี้เขาก็ได้มีการออกมาบอกว่าเขาได้เจอเหตุการณ์แปลกเกิดขึ้นในขณะที่เขาได้เข้ามาทำหน้าที่ในค่ายแห่งนี้อยู่สองถึงสามเหตุการณ์เลย

เนื่องจากว่าข้อมูลตรงนี้เขายังได้บอกเอาไว้อีกว่าเหตุการณ์แรกนั้นที่เขาได้พบเจอคือได้มีเด็กลูกเสือที่เขาได้คุมค่ายในขณะนั้นได้เดินเข้ามาบอกเขาว่า เมื่อคืนในขณะที่เด็กคนนั้นได้นอนหลับอยู่ในเต้นท์กลับเพื่อเขาอีกคนหนึ่งอยู่ดีๆได้มีเด็กใส่ชุดลุกเสืออย่างเต็มรูปแบบได้เดินเข้ามาอยู่หน้าเต้นท์แล้วได้เปิดเต้นท์เขาขึ้นมาพร้อมกับบอกว่าเขาขอนอนด้วยได้หรือไม่

ซึ่งในตอนนั้นเด็กคนนั้นเขาก็ไม่ได้คิดอะไรด้วยความว่าที่เขานั้นได้เป็นเด็กและเขานั้นได้เห็นว่าคนๆนั้นที่ได้ขอเข้ามานอนเขาก็ได้ใส่ชุดลูกเสืออยู่เหมือนกันเขาก็คิดว่าน่าจะเป็นเหมือนเพื่อนๆห้องอื่นๆก็เป็นได้แต่ในตอนนั้นเขาก็เริ่มที่จะคิดอยู่ในใจอีกอย่างว่าเด็กคนนี้เขาไม่คุ้นหน้าเลยเรื่องว่าเขานั้นได้เป็นเพื่อนที่อยู่นโรงเรียนและอีกหนึ่งอย่างก็คือเด็กคนนั้นที่ได้ใส่ชุดลูกเสืออยู่เสือผ้าทั้งตัวเปียกน้ำไปหมดทั้งตัวเหมือนกับง่าเด็กคนนี้ได้ไปเล่นน้ำหรือตกลงไปในน้ำมานั่นเอง

แต่ก็อย่างที่เราได้บอกไปว่ายังไงเด็กก็คือเด็กเขาไม่ได้คิดอะไรเขาก็เลยแบ่งพื้นที่ที่นอนให้กับเด็กคนนั้นนอนด้วยปรากฏว่าในตอนเช้ามามันก็ได้มีเหตุการณ์แปลกๆก็เกิดขึ้นมาอีกก็คืออยู่ดีเด็กคนนั้นที่ได้เข้ามาขอนอนด้วยเขาได้หายตัวไปโดนที่เด็กสองคนนั้นเขาไม่รู้ตัวเลยเขาก็เลยคิดว่าเหตุการณ์เหล่านั้นมันเป็นเพียงแค่ความฝันหรือเปล่าหรือว่าเขานั้นอาจจะคิดมากไปเอง

ปรากฏว่าหลังจากนั้นที่เขานั้นไปเข้าไปเช็คที่บริเวณเต้นท์แล้วและซึ่งที่เขานั้นพบนั่นก็คือตรงพื้นที่ตรงนั้นตรงที่ได้แบ่งที่ให้เด็กคนนั้นนอนมันก็ได้มีรอยน้ำเปียกเสมือนว่าได้มีคนมานอนจริงๆซึ่งตรงนี้ตอนที่เราได้ไปหาข้อมูลมามันก็ค่อนข้างที่จะน่ากลัวพอสมควรเลยส่วนอีกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันได้เกิดขึ้นมาไม่ไกลกันเลยตรงนี้เจ้าหน้าที่เขาได้เล่าว่าในพื้นที่ของค่ายนั้น

ที่เขาบอกว่ามันมีบ่ออยู่ได้มีอยู่วันหนึ่งที่เด็กลูกเสือหนึ่งคนได้เดินออกไปจากรอบกองไฟและไปยืนอยู่ตรงที่บ่อน้ำแห่งนั้นทำท่าเหมือนคุยอะไรบางอย่างเจ้าหน้าที่เขาได้เห็นเขาก็ตามไปที่เด็กคนนั้นและเข้าไปถามเด็กว่าทำไมถึงมายืนอยู่ที่หน้าบ่อน้ำแห่งนี้

 

 

สนับสนุนโดย  entaplay link

เหตุการโค่นล้มกษัตริย์ชาร์ลสที่10

สงครามนโปเลียนสิ้นสุด เมื่อกองทัพของจักรพรรดินโปเลียนพ่ายแพ้กองกำลังของอังกฤษและปรัสเซียที่วอร์เตอร์ลู ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศเบลเยียมจักรพรรดินโปเลียนถูกเนรเทศไปอยู่ทีเกาะเซนต์ เฮเลน่าจนเสียชีวิตอย่างไรก็ตาม นโปเลียนเคยแพ้สงครามก่อนหน้านั้นและได้ถูกเนรเทศไปอยู่เกาะเอลมาแล้วครั้งหนึ่ง ในระหว่างที่ได้ถูกเนรเทศนั้นฝ่ายสาธารณะรัฐก็ได้เช็ญ หลุยส์ที่18มาครองราชย์ในระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ นโปเลียนได้หนีกลับมาจากเกาะอัลบาประกาศกลับมาตั้งจักรวรรดิอีกครั้งอยู่100วันแล้วก็รบแพ้ที่วอร์เตอร์ลู หลุยส์ที่18ก้ได้กลับมาครองราชย์อีกครั้ง

ประมาณ10ปีจนสวรรคต หลุยส์ที่18ไม่มีทายาทจึงได้น้อยชายมารับตำแหน่งต่อเป็นกษัตริย์ชาร์ลสที่10ภายใต้รัฐธรรมนูญเช่นเดียวกันชาร์ลสที่10เป็นกษัตริย์ที่ไม่ป๊อปปูล่าร์อย่างหนักเลยทั้งนี้เพรราะความขวาจัดไม่ยอมรับการแบ่งอำนาจไม่ยอมรับว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่กษัตริย์ได้รับอาณัติสวรรค์ให้ปกครองแต่เพียงผู้เดียวนั้นได้จบลงไปนานแล้วความขวาจัดตกขอบนี้แม้กระทั่งหลุยส์ที่18ยังเคยบ่นเลยว่าน้องชายคนนี้เป็นรอยัลลิสต์ยิ่งกว่าพระเจ้าแผ่นดินเสียอีกทันทีที่ได้ขึ้นครองบัลลังก์ในวัน67ปีชาร์ลสที่10ก็เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อพาฝรั่งเศสกลับไป

สู่ระบบเดิมหรือที่ได้เรียกกันว่า อองเซียง เรจีมนะได้มีการอวยยศให้เหล่าสมาชิกราชวงศ์ที่ถูกถอดยศไปในช่วงการปฏิวัติชาร์ลสที่10ส่งร่างกำฏหมายเข้าสู้สภาผ่านนายกรัฐมนตรีมากมายได้มีการเพิ่มอำนาจให้ศาสนจักรคาทอลิกได้มีการเพิ่มโทษประการชีวิตผู้ที่หมิ่นศาสนา นอกจากนี้ชาร์ลสที่10ยังพยายามที่จะกลับมาประกอบพระราชพิธีโบราณต่างๆ

อีกหลายอย่างแต่ด้วยความที่ไม่เป็นที่นิยมนายกรัฐมนตรีแต่ละคนที่กษัตริย์ตั้งขึ้นก็มักจะพ่ายแพ้เวลาโหวต หรือ เวลาเลือกตั้งอยู่ตลอดการงัดกันระหว่างสภาและกษัตริย์สร้างความตึงเครียดเป็นอย่างมากกษัตริย์ได้ประกาศยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ก็แพ้อีกจนในที่สุดชาร์ลสที่10ก็ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญประกาศยุบสภาที่เพิ่งได้รับเลือกเข้ามาประกาศควบคุมการรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์แก้กฎหมายเลือกตั้งและประกาศวันเลือกตั้งใหม่ทันทีที่หนังสือพิมพ์รายวันประกาศราชโองการดังกล่าวประชาชนก็ได้ออกมาชุมนุมเกิดการจลาจลไปทั่วทหารพยายามเข้ารักษาความเรียบร้อย

แต่ทหารเป็นจำนวนมากก็ตัดสินใจเข้าข้างประชาชนหลังจากมีข่าวว่ามีม้อบเรือนหมื่นเตรียมจะบุกที่ประทับชาร์ลสที่10ก็ยอมสละราชบัลลังก์และได้เสด็จออกไปจากฝรั่งเศสไปประทับที่อังกฤษหลังครองราชย์เกือบ6ปีและหลังจากนั้นพระองค์แล้วก็ครองครัวก็เร่รอนไปตามวังต่างๆของราชวงศ์ต่างๆในยุโรปเรื่อยๆจนสิ้นพระชนม์ในประเทศสโลวิเนียในปัจจุบันชาร์ลสที่10คือกษัตริย์องค์เดียวของฝรั่งเศสที่พระศพอยู่นอกประเทศฝรั่งเศสจนถึงปัจจุบัน

 

สนับสนุนโดย  entaplay th

ตำนานคุกกลางทะเลเกาะตะรุเตา

ย้อนกลับไป เมื่อประมาณ พ.ศ.2476 ตำนานคุกกลางทะเลแห่งตะรุเตาได้เกิดขึ้นที่ประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้ได้เป็นเรื่องจริงที่มันได้เกิดขึ้นมาแล้วในประเทศไทยตำนานคุกที่เกาะตะรุเตาได้ถูกขนามนามว่าสถานที่แห่งนี้คือสถานที่นรกบนดินได้มีนักโทษราวๆเกือบ4,000คนที่ได้ถูกจับนำเอามาขังคุกไว้บนพื้นที่เกาะแห่งนี้

ซึ่งเกาะแห่งนี้ได้ถูกเรียงว่าเป็นเกาพนรกบนดินก็เพราะว่านักโทษที่พวกเขาได้ถูกจับมาอยู่ที่เกาะแห่งนี้จะไม่สามารถที่จะหลบหนีออกไปได้เหตุผลที่ไม่สามารถหลบหนีออกไปได้นั้น เนื่องจากว่าบนพื้นที่เกาะตะรุเตาได้ตั้งอยู่กลางทะเลนักโทษค่อนข้างที่จะหลบหนีออกไปจากเกาะได้ยากมากๆและซึ่งแรกที่พวกเขาจะต้องเจอนั้นก็คือสิ่งแรกเลยจะเจอกับปลาฉลามที่มีนิสัยดุร้ายมากี่ได้อยู่รอบๆบริเวณเกาะ

และนอกจากฉลามแล้วพวกเขาก็ยังจะต้องพบเจอกับจรเข้และมรสุมอีกเยอะแยะมากมายที่เกือบจะทั้งปีเลยก็ว่าได้จึงไม่สามารถที่พวกเขาจะว่ายน้ำกลับไปที่ยังฝั่งได้ใน ซึ่งผู้คนในสมัยนั้นต่างก็ได้รับรู้กันดีอยู่แล้วว่าใครที่ได้ก่อเหตุคดีร้ายแรงก็จะต้องถูกส่งตัวไปยังสามารถที่นรกแห่งนี้ “ และยังรวมไปถึงนักโทษทางการเมืองอีกด้วย ” และสถานที่ที่นักโทษบนเกาะอาศัยอยู่นั้นเป็นเรือนที่มีขนาดใหญ่ได้อยู่รวมกันหลายคน

ซึ่งก็ได้มีนักโทษหญิงอยู่บนเกาะแห่งนี้อีกด้วยแต่ได้ถูกจัดให้ได้อยู่ในโซนพิเศษอีกทั้งยังได้มีบ้านของผู้คุมนักโทษที่ได้อยู่บนเกาะแห่งนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งเหตุผลหลักๆเลยที่ได้มีการเลือกเกาะตะรุเตาแห่งนี้ได้ให้เป็นเรือนจำกลางทะเลเพราะเนื่องจากว่ามันได้เป็นเกาะที่ได้มีขนาดใหญ่ที่ได้อยู่กลางทะเลที่เติมไปด้วย

ปลาฉลามและก็จรเข้ไม่มีเรือนที่ไหนจะมาแล่นผ่านเพราะว่าท้องทะเลนั้นได้มีคลื่นลมที่แรงถือว่าได้เป็นกำแพงคุกที่ธรรมชาติอีกด้วยที่จะป้องกันการหลบหนีของนักโทษได้เป็นอย่างดี จุดเริ่มต้นขณะสำรวจของกรมราชทัณฑ์และนักโทษที่ได้มีความประพฤติดีบางส่วนก็ได้ถูกส่งตัวให้มาอยู่ในสถานที่นรกแห่งนี้ด้วยการจัดสร้างอาคาที่ได้มีการทำบ้านพักของผู้คุมและเรือนนอนของนักโทษต่างๆและยังรวมไปถึงเรือนที่ฝึกอาชีพอีกด้วย

จนกระทั่งทุกอย่างมันได้เตรีนมความพร้อมเอาไว้หมดแล้วนักโทษจำนวนแรกประมาณ500คนก็ได้ถูกส่งมายังเกาะตะรุเตาในปี2481จากนั้นก็ได้เริ่มมีการส่งเข้ามาอยู่เรื่อยๆตามระยะเวลา

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  entaplay login

ตำนานพระขวาง ที่วัดพระขวางจังหวัดชุมพร

           สถานที่แต่ละที่นั้นย่อมมีที่มาที่ไปและมีเรื่องเล่าประจำเป็นของตนเองว่าเหตุใดนั้นสถานที่แห่งนี้จึงถูกมีการเรียกหรือถูกขนานนามเซ็นชื่ออย่างในปัจจุบันอย่างไรก็ตามเรามักจะได้ฟังตำนานจากคนแก่ในสมัยโบราณที่เล่าให้ลูกหลานฟังเรื่อยมาว่าสถานที่แต่ละแห่งนั้นมีตำนานเป็นมาอย่างไรบ้างไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเกาะต่างๆซึ่งมักจะมีตำนานเล่าขานบอกถึงที่มาจนกระทั่งกลายมาเป็นเกาะอย่างในปัจจุบันซึ่งวันนี้เราก็จะมาพูดถึงตำนานของพระพุทธรูปองค์หนึ่งชื่อว่าพระขวาง

ซึ่งพระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยในปัจจุบันนั้นพระพุทธรูปพระขวางนี้ถูกนำมาประดิษฐานไว้อยู่ที่วัดพระขวางซึ่งปัจจุบันนี้วัดพระขวางนั้นตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของจังหวัดชุมพรโดยอยู่ตรงบริเวณตำบลขุนกระทิงในเขตอำเภอเมืองอย่างไรก็ตามก่อนที่จะมีพระพุทธรูปพระขวางมาประดิษฐานอยู่ที่วัดแห่งนี้แต่เดิมนั้นวัดแห่งไม่ได้มีพระพุทธรูปองค์นี้

อยู่ว่ากันว่าพระพุทธรูปพระขวางนั้นมีการลอยมาตามน้ำซึ่งมีความเชื่อกันว่าพระพุทธรูปองค์นี้ลอยมาจากประเทศพม่าและรอยตามน้ำมาเรื่อยๆจนมาติดอยู่ที่บริเวณหน้าวัดร้างแห่งหนึ่งเมื่อชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ว่ามีพระพุทธรูปมาติดขวางอยู่บริเวณหน้าวัดร้างต่างก็พากันนำพระพุทธรูปนั้นขึ้นมาอยู่บนฝั่ง

แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะทำแบบไหนก็ไม่สามารถเอาพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นมาจากฝั่งได้ตกตอนกลางคืนมีชาวบ้านได้ฝันว่าพระพุทธรูปได้มาบอกชาวบ้านว่าหากอยากจะให้ตนเองไปอยู่บนปากนั้นให้ชาวบ้านช่วยกันเตรียมสถานที่ให้เรียบร้อยหลังจากนั้นก็ให้เอาสายสิญจน์ทั้งหมด 7 เส้นแล้วมาพันที่องค์พระพุทธรูปเสร็จแล้วก็จะสามารถนำพระพุทธรูปขึ้นจากน้ำได้เมื่อชาวบ้านตื่นขึ้นมาจึงได้มีการไปพูดคุยปรึกษากันและทำตามที่ในความฝันนั้นจนในที่สุดก็สามารถนำพระพุทธรูปขึ้น

มาจากน้ำได้โดยนำพระพุทธรูปองค์นี้มาไว้ที่วัดที่เป็นวัดร้างนั่นเองซึ่งเนื่องจากว่าพระพุทธรูปองค์นี้ลอยมาขวางอยู่ที่หน้าวัดร้างจึงได้มีการตั้งชื่อพระพุทธรูปองค์นี้ว่าพระขวางและเนื่องจากว่าวัดแห่งนี้มีพระขวางเป็นพระประจำวัดจึงได้มีการตั้งชื่อวัดว่าวัดพระขวางเพื่อให้สอดคล้องกับตำนานอย่างไรก็ตามชาวบ้านสังเกตเห็นว่าหลังจากที่พระพุทธรูปองค์นี้มาอยู่ที่วัดพระขวางก็มีพระและสามเณรหายไปเรื่อยๆเลย

ไม่มีใครรู้ว่าทั้งพระและเณรนั้นหายไปที่ไหนจนชาวบ้านนั้นเกิดความอยากรู้จึงได้มาแอบดูตรงบริเวณที่ตั้งของพระพุทธรูปในช่วงเวลากลางคืนและพบว่าพระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปที่กินพระและกินเณรเข้าไปดังนั้นจึงได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับทางเจ้าอาวาสซึ่งทางด้านเจ้าอาวาสนั้นก็ได้มาทำพิธีด้วยการใช้ยันต์ปิดไฟที่พระพุทธรูปพระขวางและมีการแกะปรอทซึ่งอยู่ด้านภายในองค์พระพุทธรูปออกมาและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาที่วัดแห่งนี้ก็ไม่มีพระหรือเณรหายไปอีกเลย

 

สนับสนุนโดย  rb88 เข้าสู่ระบบ

เสียงปริศนาในถ้ำสุมณฑา 

       บนเทือกเขาภูพานที่พาดผ่านมายังหมู่บ้านผาสุก ที่อำเภอสามหมอจังหวัดอุดรธานี ได้มีท่านศักดิ์สิทธิ์อยู่ท่านหนึ่งซึ่งชาวบ้านต่างก็พากันเชื่อกันว่าทำดังกล่าวนั้นเป็นที่อยู่ของชาวเมืองลับแล เส้นทางแห่งนั้นก็คือถ้ำสุมณฑานั่นเอง

ซึ่งถ้ำแห่งนี้มีประวัติมาอย่างยาวนานหลายร้อยปีมาแล้วและคนเฒ่าคนแก่นั้นก็ทราบประวัติความเป็นมาของถ้ำแห่งนี้ได้กันเป็นอย่างดีเลยทีเดียว เจอคนเฒ่าคนแก่มีความเชื่อกันว่าภายในถ้ำสุมณฑานั้นจะเป็นถ้ำที่มีประตูมิติที่สามารถเชื่อมต่อระหว่างกาลเวลาได้ โดยมีการเล่าลือกันว่าในช่วงทุกคืนที่เป็นคืนจันทร์เพ็ญนั้นหากใครผ่านมาที่ถ้ำสุมณฑาก็มักจะได้ยินเสียงปริศนาที่เล็ดลอดออกมาจากภายในถ้ำ

ซึ่งหลายคนเชื่อกันว่าภายในถ้ำนั้นน่าจะมีอีกหนึ่งภพภูมิที่อาศัยอยู่และคนธรรมดาทั่วไปจะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยสายตาธรรมดาของเรา ซึ่งตามความเชื่อของคนในสมัยโบราณเชื่อว่าคนที่อาศัยอยู่ภายในถ้ำที่เรากำลังพูดถึงนั้นก็คือคนที่อยู่ในเมืองลับแลนั่นเอง สำหรับเรื่องเล่าเมืองลับแลในถ้ำสุมณฑานั้น

คนแก่ได้มีการเล่าถึงเรื่องนี้กันว่าถ้าวันไหนที่เป็นคืนวันเพ็ญมักจะได้ยินเสียงคนพูดคุยกันอย่างสนุกสนานดังเล็ดลอดออกมาจากในถ้ำ ซึ่งภาษาของคนที่คุยกันอยู่ภายในถ้ำนั้นเป็นภาษาที่คนธรรมดาทั่วไปฟังแล้วไม่ค่อยรู้เรื่องอาจจะมีเรื่องบ้างเป็นบางคำแต่ส่วนใหญ่นั้นมักจะฟังไม่ค่อยออกว่าเขาคุยกันว่าอะไรโดยชาวบ้านเชื่อกันว่านั่น

คือภาษาครึ่งเทพครึ่งมนุษย์นั่นเองทำให้หลายคนที่เคยได้ยินเสียงพูดคุยและลอดออกมาจากภายในถ้ำต่างก็พากันหวาดกลัว เลิกบางคนก็ได้ยินเสียงมีการแสดงมหรสพพอได้ยินเสียงดนตรีไม่ว่าจะเป็นเสียงฆ้องหรือเสียงแคนดังแว่วออกมาจากภายในถ้ำ เคยมีคนเข้าไปพิสูจน์ว่าเสียงนั้นมาจากจุดไหนของถ้ำ

เพราะอาจจะเป็นไปได้ว่ามีคนเข้าไปอาศัยอยู่ในถ้ำแต่เมื่อหาเท่าไหร่นั้นก็ไม่หาเจอได้ และบางคนก็ได้หรือว่าในช่วงบางคืนที่มีพระจันทร์เดือนเพ็ญนั้นบางทีก็เห็นเป็นแสงสว่างเล็ดลอดออกจากภายในถ้ำมาแม้ไม่มีใครรู้ว่าแสงนั้นเป็นแสงของอะไรกันแน่ สำหรับความเร้นลับของเรื่องภายในถ้ำสุมณฑานั้น เป็นเรื่องที่เล่าขานกันมากันมานมนาน

และถึงแม้ปัจจุบันนี้ก็ยังมีการพูดถึงความเร้นลับของถ้ำสุมณฑากันอยู่โดยมีการเชื่อกันมากว่าที่นี่คือสถานที่ที่เป็นประตูมิติเพื่อที่จะสามารถเดินทางไปยังเมืองลับแลได้นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  rb88