เรื่องลับที่เกี่ยวกับ แมลงปอ และ จิ้งหรีด

แมลงปอช่วยควบคุมปริมาณยุง

สำหรับแมลงปอที่เป็นเพชรฆาตที่ได้มีสีสันที่สดใสที่มีความสามารถในการบินที่มีระดับความสูงมากถึงแม้ว่าปีนของเจ้าแมลงปอนั้นจะเป็นที่บางที่ปีนของแมลงปอนั้นก็ได้มีถึงสี่ปีนด้วยกันเพื่อเอาไว้ทำการบินเพื่อทำการหาเหยื่อไปเรื่อยๆอีกทั้งยังชอบออกบินหารับแสงในช่วงเวลาที่ได้มีแดดที่ร้อนมากๆ และ สำหรับแมลงปอนั้นจะถือได้ว่าเป็นตัวที่เพื่อปราบศัตรูพืชได้เป็นอย่างดี

เพราะสำหรับอาหารของของเจ้าแมลงปอนั้นก็คือแมลงที่จะคอยสร้างความลำคานให้กับมนุษย์ที่แมลงหวี่แมลงวัน ซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งยุง สำหรับแมลงปอนั้นจะกินเหล่าจำพวกลูกน้ำนั้นเป็นอาหารกินตั้งแต่พวกมันนั้นยังได้เป็นตัวอ่อนที่มีการอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำ แล้วเมื่อลูกน้ำนั้นได้เติบโตเต็มไวและได้เป็นแมลงปอมันก็ยังมีนิสัยที่ชอบกินยุงเช่นกัน

เพราะฉะนั้นหากใครที่คุณที่ได้เห็นแมลงปอที่ไหนก็อย่าได้เข้าไปทำอันตรายมันเด็ดขาด ซึ่งมันจะช่วยในการกำจัดยุงเพื่อไม่ให้เติบโตเป็นยุงและเข้ามากัดเราได้

เสียงร้องของจิ้งหรีดนั้นสามารถบอกอุณหภูมิได้

จิ้งหรีดกับสัตว์เศรษฐกิจที่มันกำลังมาแรงที่มันได้เป็นแหล่งของโปรตีนในยุคใหม่ที่ได้มีการนำเพาะเสี้ยงกันอย่างจริงจัง สำหรับสัตว์อย่างจิ้งหรีดนั้นมันเป็นสัตว์ที่จะนอนในตอนกลางวัน และได้ใช้ชีวิตในตอนช่วงเวลาตอนกลางคืนและเสียงร้องของจิ้งหรีดนั้นก็ได้เกิดมาจากจิ้งหรีดตัวผู้นั้นได้นำเอาปีนที่คู่หน้าถูเข้ากับฟันซี่เล็กๆ ทั้งนี้ยังได้มีการถอดรหัสด้านของเสียงจิ้งหรีดที่มันได้ร้องอีกด้วยและในช่วงระยะในจังหวะที่มันได้แตกต่างกันซึ่งมันก็จะได้ให้จังหวะที่มันไม่เหมือนกันทั้งทางด้านของการสื่อสาร

ว่าจะต้องการที่จะหาคู่ต้องการที่จะผสมพันธุ์โมโหหรือมีอาการโกรธหรือได้มีการที่ได้เข้าไปกำหนดในส่วนของอาณาเขตหากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ100ปีก่อนก็ได้มีนักศึกษาที่ได้เข้ามาพบว่า สำหรับด้านของเสียงร้องของจิ้งหรีดนั้นมันสามารถที่จะบ่งบอกด้านของอุณหภูมิได้ ซึ่งมันจะมีสูตรว่าให้เรานั้นจงตั้งใจที่จะฟังเสียงของจิ้งหรีดร้อง

เมื่อเราได้ฟังแล้วก็ให้ควรนับจำนวนของเสียงร้องของจิ้งหรีดนั้นที่เราได้ยินในระยะเวลาเพียง14วินาทีและก็นำเอาเสียงร้องที่เรานั้นนับได้นำเอามาบวกกับ40จากนั้นเราก็จะได้อุณหภูมิของหน่วยองศาฟาเรนไฮต์และถ้าหากว่าเรานั้นต้องการที่จะนับให้เป็นหน่วยเซลเซียสก็ให้นับในจำนวนของการร้องประมาณ25วินาทีนำเอาไปหานสามจากนั้นก็บวกด้วยสี่จากนั้นเราก็จะได้เป็นองศาเซลเซียส

ตำนานสยองเชอร์โนบิลเมิองพริเพียต ประเทศยูเครน

          เชื่อว่าหลายคนเคยได้ดูหนังสยองขวัญมาบ้างแล้วซึ่งเคยมีการนำตำนานของเชอร์โนบิล เมืองร้างที่ครั้งหนึ่งเคยมีโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นจากการที่โรงงานผลิตนิวเคลียร์ระเบิดส่งผลให้มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากและที่สำคัญผลจากการระเบิดในครั้งนี้ส่งผลให้มีสารกัมมันตภาพรังสีแผ่ขยายปกคลุมไปหลายประเทศและชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวต่าง

ก็ได้รับผลกระทบหากใครได้รับสัมผัสกัมมันตภาพรังสีเหล่านั้นก็จะทำให้ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายป่วยด้วยโรคมะเร็งหรือหากใครได้รับสารเคมีเหล่านั้นมากก็จะทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปผิดรูปร่างคล้ายกับไม่ใช่มนุษย์เลยทีเดียวซึ่งการรุนแรงในการระเบิดในครั้งนั้นว่ากันว่าแรงระเบิดมีความรุนแรงมากถึง 4 เท่า

หากเปรียบเทียบกับการระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วจะได้ว่าเป็นโศกนาฏกรรมที่สามารถบันทึกในประวัติศาสตร์โลกได้เลยเพราะเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงเลวร้ายที่เกิดขึ้นโดยโรงงานนิวเคลียร์แห่งนี้มีการระเบิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 เมษายนพุทธศักราช 1986 ซึ่งในครั้งนั้นแรงระเบิดอยู่ในระดับความรุนแรงที่ระดับ 7 ทำให้มีผู้คนทั้งล้มตายและกลายพันธุ์รวมถึงพิการและป่วยด้วยโรคมะเร็งหลายแสนคนเลยทีเดียวซึ่งในปัจจุบันนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะนำผู้คนเข้าไปอยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวได้ด้วยผลของกัมมันตภาพรังสีนั้น ยังมีความรุนแรงอยู่โดยเชื่อกันว่าต้องใช้เป็นเวลานานหลายหมื่นปีเลยทีเดียวกว่าที่สารกัมมันตภาพรังสีเหล่านั้นจะหมดไปและผู้คนสามารถกลับไปอาศัยได้อย่างปลอดภัยอีกครั้งหนึ่งซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้น

ส่งผลให้ ต้องมีการอพยพประชากรในประเทศยูเครน  เบลารุส รวมถึงประเทศรัสเซียซึ่งสามารถอพยพได้อยู่ที่ประมาณ 336,000 เท่านั้นส่วนที่เหลือได้รับผลกระทบโดยตรงซึ่งมีมากถึง หกแสนคนและเสียชีวิตทันทีจากการได้รับกัมมันตภาพรังสีถึง 56 คนแล้วยังมีอีก 400 คนที่มีปัญหาด้านสุขภาพร่างกายเนื่องจากว่าสารกัมมันตภาพรังสีก่อให้เกิดโรคมะเร็งจากการที่พวกเขาเหล่านั้นได้ไปสัมผัสโดยตรงปัจจุบันพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากรังสีนิวเคลียร์ยังส่งผลให้เราเห็นอยู่

โดยใบไม้จะกลายเป็นสีน้ำตาลแดง และผู้คนที่ถูกรังสีดวงตาก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดงทุกวันนี้เมืองแห่งนั้นก็ยังคงค้างอยู่เพราะไม่มีใครที่จะสามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้ทำให้เมืองร้างแห่งนั้นกลายเป็นตำนานที่สยองโลกแห่งหนึ่งของโลก ปัจจุบันนี้ใครที่อยากจะลองดีเข้าไปใน เชอร์โนบิล เมิองพริเพียต  ประเทศยูเครน มักจะได้รับผลกระทบหลังจากออกมาจากพื้นที่ดังกล่าวเพราะพื้นที่บริเวณนั้นยังมีสารพลูโตเนียมกระจายควบคุมสร้างอันตรายให้กับคนและสัตว์รวมถึงสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่อาศัย

หรือหลงเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวซึ่งหากใครจะเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่เคยถูกระเบิดนิวเคลียร์นั้นอาจจะต้องใช้เวลามากกว่าอีก 300 ปีขึ้นไปถึงจะสามารถสลายสารกัมมันตภาพรังสีเหล่านั้นได้หรืออาจจะยังคงอยู่ต่อไปชั่วลูกชั่วหลานเพื่อเป็นการลงโทษมนุษย์ที่ผลิตสารอันตรายขึ้นมา

สิ่งที่คนโบราณ เขาถือ

  1.   คนโบราณสมัยก่อนไม่อนุญาตให้คนที่ทำอาหารชิมอาหารด้วยทัพพีไม่งั้งลูกที่ออกมาจะพิการเพราะว่าอาหารที่นั้นยังไม่เสร็จก็เหมือนเด็กที่ไม่ครบประกอบ เหมือนอาหารที่เรากินและความจริงคือคนโบราณไม่ให้คุณใช้ทัพพีนั้นก็เพราะการที่เราชิมอาหารนั้นไปอยู่ในอาหารได้ ซึ้งอาหารจะกินได้ไม่นานอีกด้วยค่ะและเพื่อเราอื่นๆด้วยและจะทำให้คนอื่นๆติดโรค
  2. คนสมัยก่อนไม่อนุญาตให้เหยียบธรณีประตูเพราะมีความเชื่อว่าถ้าเหยียบธรณีประตูจะโดนธรณีสูบค่ะจนเสียชีวิตอยู่ในดินที่ห้ามไว้ก็เพราะเขาอยากให้ทุกทุกคนเดินเข้าเดินออกประตูอย่างมีสติ ค่ะเพราอาจจะไม่ระวังและอาจจะไปสะดุดธรณีประตูได้ค่ะ
  3. เมื่อสมัยโบราณเขาไม่ให้กินเต่า เพราะถ้าใครกินเต่าจะเป็นคนช้าเหมื่อนเต่าและคนที่ฆ่าเต่าจะเป็นบาปค่ะทำอะไรก็ไม่ได้งานการอะไรและยังทำให้ตายเร็วอีกด้วยค่ะที่เขาพูดกันมาอย่างนี้ก็เพราะเต่าใกล้จะสูญพันธุ์ แล้วแต่จับก็ไม่ได้ยากคนเลยชอบกินเนื้อเต่าและเวลาที่ตายนั้นจะมีนํ้าไหลออกมาจากกระดองค่ะ
  4. คนโบราณเชื่อว่าคนที่ร้องเพลงตอนกินข้าวนั้นจะมีสามีแก่หรือเมียแก่กว่าที่คนโบราณเชื่อกันแบบนี้ก็เพราะคนอื่นๆเขาเชื่อแต่ที่คนโบราณห้ามก็เพราะกลัวคนที่ร้องเพลงนั้นข้าวจะติดคอได้ค่ะ

  5. คนสมัยก่อน เชื่อว่าใครที่เดินข้ามหนังสือจะไม่มีความรู้และจังโง่เขาทำให้ใครใครก็ไม่อยากอยู่ด้วยรังเกียจความฉลาดสู้ใครก็ไม่ได้ซึ่งคนโบราณบอกกันว่าหนังสือคือสิ่งที่จะช่วยทำให้เราฉลาดเพราะเราจะอ่านหนังสือเนื่องจากในหนังสือมีความรู้มากมายหลายอย่างดังนั้นจึงไม่มีใครที่ต้องการจะเดินข้ามหนังสือ

เนื่องจากกลัวว่าตัวเองจะโง่ถึงแม้ว่าความเชื่อนี้จะมีมานมนานแล้วแต่บางคนในยุคปัจจุบันก็ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เส้นสำหรับการแก้เคล็ดเผื่อใครเผลอเดินข้ามหนังสือก็ให้กราบที่หนังสือ 3 ครั้งก็จะทำให้ไม่โง่แล้วค่ะ ซึ่งถ้าถามถึงความเป็นจริงว่าทำไมคนโบราณถึงได้ตักเตือนเราแบบนี้นั่นก็เพราะว่าเวลาที่เราเดินข้ามหนังสือนั้นก็คือการลบหลู่ความรู้อย่างที่ได้กล่าวไปว่าหนังสือสอนเราได้หลายอย่างมาก

คนเราฉลาดได้ก็เพราะหนังสือเพราะหนังสือมีความรู้ต่างๆมากมายแต่เมื่อเดินข้ามไปก็เท่ากับว่าลบหลู่ความรู้ต่างๆเช่นหนังสือได้รวบรวมเก็บไว้ให้เราได้อาจจะมีความรู้มากมายดังนั้นคนโบราณจึงสั่งและตักเตือนว่าไม่ควรที่จะเดินข้ามหนังสือและนอกจากนั้นก็เพื่อให้เด็กๆเก็บหนังสือเข้าที่เข้าทางผ่านไม่วางไปมาเกือบรอบห้องนั่นเองค่ะ

การกู้เงินของซัดดัม ฮุสเซนเพื่อมาทำสงครามกับประเทศอิหร่าน

ในการรบของประเทศอิรักและประเทศอิหร่านได้มีความยาวนานมาถึง8ปีจึทำให้ด้าน ซัดดัม ฮุสเซนก็ได้เริ่มมองหาหนทางในการเผด็จศึกโดยการใช้อาวุธชีวภาพที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเยรมันทางด้านตะวันตกเพราะในตอนนั้นทางประเทศเยรมันนั้นยังไม่ได้รวมเป็นประเทศเยรมันเดียวมีทั้งเยรมันตะวันออกและเยรมันทางตะวันตก

ส่งผลให้กองทัพอิหร่านประสบความสูญเสียจากอาวุธชีวภาพเป็นอย่างมากโดยเฉพาะเมื่ออิหร่านได้ใช้คนจำนวนมากในยุทธวิธีคลื่นมนุษย์เมื่อได้เจออาวุธชีวภาพเข้าไปก้ได้ส่งผลในความสูญเสียอย่างหนักและในขณะเดียวกันทางด้านสหรัฐอเมริกา

ซึ่งในขณะนั้นก็ได้เป็นไม้เบื่อไม้เมาของประเทศอิหร่านอันเนื่องมาจากการบุกยึดสถานทูตสหรัฐอเมริกาของนักศึกษาอิหร่านในกรุงเตหะรานเมืองหลวงของประเทศอิหร่านก็ได้ให้การสนับสนุนประเทศอิรักในด้านต่างๆรวมทั้งภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นถึงการคลื่นกำลังของประเทศอิหร่านส่วนฝรั่งเศษนั้นก็ได้ขายอาวุธมากกว่า2,500ล้านเหรียญสหารัฐให้กับอิรัก

แต่ก็จะดูเหมือนว่าจะไม่เพียงพอในการที่จะทำสงครามทางด้านซัดดัม ฮุสเซนก็ต้องไปกู้เงินจากกลุ่มประเทศอาหรับต่างๆเอามาเพื่อจะใช้ในการทำสงครามและหนึ่งในประเทศที่ยอมให้กู้เงินนั้นก็คือประเทศคูเวต ซึ่งได้ให้กู้เงินกว่า3ล้านเหรียญสหรัฐและประเทศคูเวตนั้นก็จะต้องเป็นเหยื่อของซัดดัม ฮุสเซนในอานาคต และในระหว่างนี้เองชาวเคิร์ด

ซึ่งได้เป็นชนชาวกลุ่มน้อยที่ได้อยู่ทางตอนเหนือของประเทศอิรักก็ได้ลุกขึ้นมาเพื่อการสนับสนุนของอิหร่านเพื่อหวังจะเปิดแนวรบด้านที่สองของประเทศอิรักจึงได้ทำให้ซัดดัม ฮุสเซนตัดสินใจตอบโต้ชาวเคิร์ดด้วยการโจมตีโดยก๊าซมัสตาร์ดและก๊าซประสาทส่งผลให้มีประชาผู้ที่บริสุทธิ์ในเมืองฮารัปปากว่า5,000คนได้เสียชีวิตลง

และยังได้รับบาดเจ็บอีกประมาณ10,000คนซึ่งสำนักข่าวต่างประเทศได้เผยแพร่ของสภาพซากศพของผู้คนในเมืองเป็นเป็นจำนวนมากและในจำนวนนี้ได้มีทั้งเด็กและสตรีและคนสรารวมอยู่ด้วยในวันที่20สิงหาคม คริสตศักราช1988 ด้านองค์การสหประชาชาติก็สามารถได้เจรจาให้ประเทศอิรักและประเทศอิหร่านยุติการสู่รบลงได้ท่ามกลาความอ่อนล้าของทั้งสองประเทศ

ผลจากสงครามทำให้อิรักและอิหร่านต่างก็เป็นผู้พ่ายแพ้อย่างย่อยยับกันไปในทั้งคู่แต่ผู้นำของทั้งสองประเทศกับได้ผลรับที่แตกต่างกัน ซัดดัม ฮุสเซน ทำให้อิรักกลายเป็นหนีสินในประเทศอาหรับเป็นจำนวนมาก

เพื่อนำเอามาซื้ออาวุธยุทโธปรณ์ในการทำสงครามเขาได้กู้เงินนับล้านเหรียญ์สหรัฐจนกระทั่งมองไม่เห็นหนทางใดๆอิรักจะชำระหนี้สินนี้ได้อย่างไรในชั่วเวลา1อายุคนนอกจากนี้อิรักก็ยังต้องการจำนวนเงินอย่างมหาสารมาใช้ฟื้นฟูประเทศที่เกิดจากภัยสงคราม

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  bk8

การเจรจาให้สงบศึกขอผู้ที่โกงเงินในประเทศ

Jean Claude Duvalier

 สำหรับจำนวนเงินที่เขาได้โกงคือ800ร้อยล้านดอนลาร์Jean Claude Duvalierได้รับการสืบทอดในตำแหน่งประธานาธิบดีมาจากพ่อของเขาJean Claude Duvalierซึ่งในตอนนั้นเขานั้นได้มีอายุแค่เพียง19ปีถึงได้ว่ามีประธานาธิบดีอายุน้อยมากที่สุดสำหรับในยุคนั้นเขาได้ดำเนินนโยบายและได้เข้าหาประเทศสหรัฐอเมริกามากขึ้น

ซึ่งมันก็ได้ต่างงไปจากในสมัยพ่อของเขาที่ได้มีปัญหากับอเมริกาแต่ทางด้านลูกของเขานั้นก็ได้ใช้ชีวิตอย่างหรูหราและได้ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยสำหรับในการแต่งงานของเขาก็ได้ใช้เงินในงบประมาณประเทศไปถึงประมาณ5ดอนลาร์สหรัฐในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศก็จะต้องทุกข์ทนกับความยากจนและได้นำไปสู่ความมรุ้ก็คือในการขับไล่พวกเขาจึงต้องทำให้เขานั้นจะต้องลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศษก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศเฮติอีกครั้ง

นายJean Claude Duvalierก็ได้ถูกตำรวจจับกุมและโดยดำเนินคดีในหลายข้อหาทั้งทุจริตคอรัปชั่นการละเมอสิทธิชนโดยกลุมมนุษย์สิทธิชนในหลายกลุ่มได้กล่าวหาว่าได้มีนักโทษทางการเมืองหลายคนได้ถูกทรมานในสมัยการปกครองของพ่อของเขาแต่อย่างไรก็ตามเขาก้ได้รับการปล่อยตัวออกมาแล้วและในเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาและในที่สุดเขานั้นก็ได้เสียชีวิยลงอย่างสงบ

Slobodan Milosevic

สำหรับจำนวนเงินที่ได้โกงคือ1,000ล้านดอนลาร์เขาได้เกิดที่ประเทศเซอร์เบียในปี 1941ได้ศึกษาจบทางด้านกฏหมายจากมหาวิทยาลัยบิวเกลSlobodan Milosevicได้มีฐานะการงานที่มั่นคงก่อนที่ตัวของเขานั้นจะก้าวเข้าสู่วงการเมืองอย่างเป็นทางการเริ่มจากตำแหน่งผู้บริในบริษัทพลังงานแห่งชาติและธนาคารในแบวเกรดจึงทำให้เขาได้มีโอการที่จะได้เดินทางไปยังต่างประเทศอยู่บ่อยครั้งเช่นเดียวการฝึกทัศษะภาษาอังกฤษในตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งเซอร์เบียและสหพันธรัฐยูโกสลาเวีย

และยังได้เป็นพรรคผู้นำทางสังคมนิยมเซอร์เบียSlobodan Milosevicก็ได้มีนโบายชาตินยมมากเป็นผู้นำชาวเซิฟที่ได้มุ่งมั่นสร้างชาติให้เซอร์เบียได้ยิ่งใหญ่โดยการรวมตัวของเซิฟในดินแดนต่างๆเข้ามาเป็นประเทศเดียวกันและก่อนที่เขานั้นจะได้รับตำแหน่งและได้มีหลายกระบวนการเคลื่อนไหวและกำลังที่จะพยายามที่จะแยกตัวออกไปเป็นเอกราชของสาธารณรัฐต่างๆSlobodan Milosevicก็ได้แก้ไขเรื่องราวเหล่านี้

ด้วยความรุนแรงโดยเฉพาะในการทำสงครามกับชาวบอสเนีย ซึ่งได้เป็นกลุ่มที่ใหญ่ของประเทศเพื่อยึดครองพื้นที่และดินแดนจากชาวมุสลิมจนในสถานะการได้บาลปลายได้มีผู้ที่สูญหายและเสียชีวิตมากกว่า2,5000คนและในประชาชนอีกประมาณ2ล้านคนกลายเป็นผู้อพยพที่พัดถิ่นสหประชาชาติจึงได้ร้องขอให้นาโต้ส่งกล้องกำลังทหารเข้าไปเพื่อกดดันให้มีการเจรจาสถานะการณ์สงบศึก

 

ขอขอบคุณเว็บ  bk8  ที่ให้การสนับสนุน

เรื่องเล่าของในป่าทึบในหุบเขา

ทิวเขาที่ยาวทั้งสองลูกทอดเป็นแนวเดียวกันกับขอบฟ้ามองดูไกลๆเหมือนว่าจะเป็นลูกเดียวกันแต่เมื่อเรามองดูไกลๆก็จะเห็นว่ามันหลืบกันอยู่พอให้มีช่องทางที่จะลัดเลาะไปทางด้านหลังยามเช้าและเย็นมักจะมีเมฆหมอกลอยคออยู่บนยอดเขานั้นในวันที่มีฝนหมอกเมฆจะปกคุมจนมิดจนทำให้ส่วนล่างเขียวคื้มเข้นจนเกือบดำห่าวงออกมาจากราบเนินของตีนเขามีลำธานสองสายไหลลัดเลาะลงสู่ที่ราบลุ่มป่าทึบ

ถูดถางเป็นทางออกสลับกับกระท่อมที่อยู่หลายหลังได้กระจัดกระจายอยู่ในหมู่ไม้ชาวบ้านได้อพยพเข้ามาถางทำไร่ปลูกมันมาได้เกือบจะสิบปีแล้วเพราะดินดีน้ำดีจึงได้ทำให้พืชผลงอกงามอุดมสมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นมันข้างโพดข้าวไร้และถั่วเหลืองปัญหาของหมู่หัวหัวดงไม่ได้อยู่ที่ความแห้งแร้งแต่หากว่าอยู่ที่น้ำท่วมมากกว่าพอลำธานทั้งสองสายไม่เคยขาดน้ำไม่ว่าที่อื่นจะแร้งสักแค่ไหน

ที่นี่ก็จะมีน้ำไหลรินพอให้ได้อาบได้กินและลดพืชพักได้ทุกวันแต่สภาพพื้นที่ราบลุ่มเชิงเขาใหญ่ยามฝนตกน้ำจะทลักลงมาราวกับว่าเขื่อนพังแรกๆได้มีคนตายกันเกือบจะทุกปีบ้านทั้งบ้านได้หายไปในน้ำในชั่วพริบตาเมื่อรู้ถึงภัยของสายน้ำชาวบ้านก็เลยขยับขึ้นไปปลูกบนที่สูงขึ้นไปอีกแม้จะไม่มีปัญหาเรื่องน้ำหลากแต่ก็ต้องออกแรงตักน้ำเอามาใช้เรื่องน้ำเป็นปัญหาทางธรรมชาติ

แต่เนื่องจากบริเวณนี้เป็นป่าดิบดงทึบมาก่อนเมื่อชาวบ้านมาถางจึงต้องมีปัญหากับกรมป่าไม้จนกระทั่งทุกวันนี้ปัญหาก็ยังไม่จบสิ้นวันดีคืนร้ายเจ้าหน้าที่ก็จะมาไล่จับข้อหาบุกรุษป่าสงวนแห่งชาติแม้จะมีคนโดนปรับโดยจับและติดคุกบ้างที่เหลือก็หลบๆซ้อนๆคอยหลบกรมป่าไม้ถึงอย่างไรทุกคนก็ยังอยู่นอกจากไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหนแล้ว

ตรงนี้ได้เป็นทำเลเหมาะดินดีน้ำดีการคมนาคมสะดวกมาทางเกวียนผ่านหน้าแร้งนรถจิบเข้ามาได้เมื่อผ่านเหลี่ยนเขาที่วางซ้อนกันอยู่ยังมีเส้นทางเกวียนได้ลัดเลาะเข้าไปอีกไกลจนกระทั่งเส้นทางได้ลบเลือนจนกลายมาเป็นทางป่า

และมีความรกที่ไม่อาจจะเข้าไปได้ในช่วงหน้าฝนเบี้ยงหลังมีเขาสีเสียดกับเขาลูกช้างเป็นป่าทึบผืนใหญ่ที่ยังไม่มีใครที่จะสำรวจมันได้ทั่วพื้นที่สลับซับซ้อนมีโตกผาถ้ำน้อยใหญ่น้ำตกและลำธานอยู่หลายสายทั้งที่ราบและเนินสูงมีไม้ใหญ่น้อยที่มีค่ามากมาย

 

สนับสนุนเรื่องราวเหล่านี้โดย  dewabet

ย้อนรอยตำนานพระนางเรือล่มโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้า

หากพูดถึงพระนางเรือล่มเชื่อว่าหลายคนคงรู้จักกันดีโดยเฉพาะชาวจังหวัดนนทบุรีเนื่องจากว่าเหตุการณ์เรือล่มในครั้งนั้นเกิดที่อำเภอปากเกร็ดจังหวัดนนทบุรีเองซึ่งฐานทางประวัติศาสตร์ยังมีให้เห็นจนถึงปัจจุบันนี้โดยมีซากเรือที่ถูกกูขึ้นมาไว้ที่วัดกู้ตรงอำเภอปากเกร็ดจังหวัดนนทบุรี

     ตามตำนานของพระนางเรือล่มนั้นว่ากันว่าพระองค์เป็นพระมเหสีของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โดยเหตุการณ์เศร้าสลดในครั้งนั้นเกิดขึ้นมาจากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ทรงจะเสด็จ เดินทางไปที่พระราชวังบางปะอินซึ่งการเสด็จในครั้งนี้นอกจากพระองค์จะทรงเสด็จไปพร้อมกับพระราชธิดาแล้วยังมีเรือของพระพันปีหลวงและเรือนางในอีกหลายลำที่ตามเสด็จมาด้วยซึ่งในช่วงที่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ทรงเสด็จไปที่พระราชวังบางปะอินนั้นในขณะนั้นพระองค์ทรงพระครรภ์อยู่ด้วยอายุครรภ์อยู่ที่ประมาณ 5 เดือน

และระหว่างที่นายเรือกำลังพายเรือมาตรงบริเวณตำบลบ้านพูดเรือหลวงของพระพันปีหลวงพ่อได้ปลายามที่จะพายแสงขึ้นมาด้านบนซึ่ง ลักษณะของการพายเรือแซงกันนั้นทำให้ท้ายเรือไปชนกันและฝีพายที่รับหน้าที่พายเรือของพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์นั้นมีอาการเมาสุราจึงไม่สามารถที่จะควบคุมหางเรือให้คงที่ได้เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุเรือล่มในแม่น้ำ

ซึ่งในขณะนั้นพระองค์ทรงว่ายน้ำได้แต่เนื่องจากเห็นว่าพระธิดาของพระองค์อยู่ในอันตรายกำลังจะจมน้ำจึงได้ว่ายน้ำกลับไปเพื่อช่วยเหลือพระธิดาจึงเป็นสาเหตุให้พระองค์และพระราชธิดาเสด็จสวรรคตพร้อมกันสร้างความเศร้าโศกให้รัชกาลที่ 5 และประชาชนทุกคนเป็นจำนวนมาก

โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้อาจมีเสียงเล่าลือออกมาว่าเกิดจากความตั้งใจที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุเนื่องด้วยนอกจากพระนางจะเสียชีวิตไปพร้อมกับพระราชธิดาแล้วยังมีในครรภ์ของพระองค์อีกหนึ่งองค์ที่ต้องเสียชีวิตตามไปด้วยมีการเล่ากันว่าตอนที่พระนางกำลังจะจมน้ำนั้นไม่มีทหารคนใดลงไปช่วยเหลือพระนางเลยเนื่องจากว่ามีกฎห้ามให้ใครถูกเนื้อต้องตัวพระมเหสีดังนั้นทุกคนจึงกลัวการโดนตัดหัวจึงทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะลงไปช่วยพระนางจนทำให้พระนางถึงแก่ความตายเหตุการณ์ในครั้งนี้

กว่าที่จะมีการกู้ซากเรือขึ้นมาและหาร่างของพระนางเจอนั้นต้องใช้ระยะเวลาเป็นอย่างมากโดยมีการพบศพของพระนางอยู่ใต้ของเรือใต้น้ำในสภาพศพพระนางกำลังกอดพระราชธิดาอยู่ในอ้อมอกและเสียชีวิตไปพร้อมกันเป็นภาพที่สร้างความเศร้าสะเทือนใจให้แก่ผู้พบเห็นเป็นจำนวนมากหลังจากที่กู้ซากเรือและนำพระศพขึ้นมาได้จึงมีการเรียกว่าที่นำพระศพของพระนางขึ้นมาว่าวัดกู้และจึงเป็นที่มาของตำนานพระนางเรือล่ม

ตำนานราชาไมดาสผู้ที่สัมผัสอะไรก็เป็นทองคำ

  ที่นครไฟร์เกีย มีกษัตริย์ที่ปกครองเมื่องชื่อว่า ราชาไมดาส ซึ่งเขาไปคนที่ชอบทองเป็นชีวิตจิตใจ อยู่มาวันหนึ่งเขาได้เดินไปทางแม่นำซานการิอัส แล้วได้พบกับชายคนหนึ่งถูกมัดมือมัดเท้า เขาจึงได้ช่วยเหลือชายคนนั้น และพามารักษาตัวอยู่ที่พระราชวังของเขา จนชายคนดังกล่าวหายดี  ซึ่งต่อมาจึงได้ทราบว่าชายคนดังกล่าวที่ราชาไมดาสได้ช่วยเหลือนั้น คือ ไซเลนนัส ซึ่งเขาถือว่าเป็นเพื่อนสนิทของเทพเจ้าแห่งไวน์ และเป็นเทพเจ้าแห่งการเฉลิมฉลอง

นั้นก็คือ เทพเจ้าไดโอนีซุส ซึ่งทำให้เขาได้รับพรจากเทพเจ้าไดโอนีซุสว่าสามารถขออะไรก็ได้ 1 อย่าง เพื่อเป็นการตอบแทนกับความดีที่ราชาไมดาสได้ช่วยเหลือ  ไซเลนนัส เอาไว้ และด้วยความโลภของเขา ดังนั้น ราชาไมดาส จึงได้ขอพรเทพเจ้าไดโอนีซุส ว่า ขอให้เขาจับอะไรก็ได้ไม่ว่าทุกสิ่งที่เขาจับนั้นจะเป็นอะไรก็ต้องไปเป็นทองคำทั้งสิ้น และหลังจากที่คำขอของราชาไม่สิ้นสุดลง เทพเจ้าไดโอนีซุสก็ให้พรนั้นแก่ราชาไมดาสทันที ซึ่งหลังจากที่รับพรวันรุ่งขึ้นเมื่อราชาไมดาส

ตื่นเช้าขึ้นมา เขาจึงได้ ทำการทดลองจับทั้งตู้ เตียง ของทุกอย่างที่อยู่ภายในห้องนอนของเขาเอง และไม่ว่า ราชาไมดาส จะหยิบจับอะไรก็ไปเป็นทองคำทั้งหมด เขาจึงอารมณ์ดีมาก เดินออกมาจากห้องนอนและตลอดทางเดินที่เขาเดินผ่าน ราชาไมดาสก็จับทั้งหมดทำให้ทั้งวังเป็นทองคำ  รวมถึงแก้วน้ำ ผลไม้และอาหาร ด้วยส่งผลให้ราชาไมดาส ถึงแม้จะหิวมาก แต่เขาก็ไม่สามารถที่จะกินอะไรได้เลย และในขณะที่ราชาไมดาสกำลังอารมณ์เสียเกี่ยวกับที่พระองค์ไม่สามารถกินอะไรได้อยู่นั้น

พระราชธิดาของพระองค์ก็วิ่งมหาพระองค์และสวมกอดพระองค์ส่งผลให้พระราชธิดาของพระองค์กลายเป็นทองคำทันทีหลังจากนั้นพระองค์ก็เสียใจและต้องเรียกหาแต่เทพเจ้าไดโอนีซุสเพื่อร้องขอให้พระเจ้าช่วยดึงพรวิเศษที่เคยให้กับประชามายดาสคืนเพราะพระองค์ต้องการที่จะให้ลูกสาวของพระองค์กลับมามีชีวิตอยู่เหมือนเดิม

ซึ่งเทพเจ้าไดโอนีซุสก็เกิดความรู้สึกสงสารต่อราชาไมดาสจึงได้มีการชำระล้างพรที่เคยให้กับราชาไม่ได้ออกไปดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่ราชาไมดาสเคยจับต้องแล้วกลายเป็นทองคำจึงกลับมาเป็นปกติดังเดิม   และพรที่เทพเจ้า releases ได้ชำระล้างออกจากราชาไมดาสนั้นไหลลงแม่น้ำทำให้แม่น้ำกลายเป็นผงทองคำทั้งสายจึงเกิดเป็นตำนานไม่ได้พูดสัมผัสอะไรก็เป็นทองคำ

เส้นทางการลำเรียงขนสารตั้งต้นยาเสพติด

เส้นทางR3Aหรือถนนเศรษฐกิจที่ได้เชื่อมต่อกันระหว่างจีน ไทย ได้เป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่ได้ถูกใช้เพื่อลำเรียงยาเสพติดมาจากเมืองจีนและได้เข้าสู่เมืองอำเภอเชียงของ ของในจังหวัดเชียงรายและในขณะที่ถนนของR3B มักจะถูกใช้เป็นเส้นทางในการลำเรียงขนยาเสพติดจากที่เมืองจิ่งหงเมืองลาของประเทศเมียนมาร์ได้เข้าสู่เมืองเชียงตุงและได้เข้าสู่อำเภอแม่สายในจังหวัเชียงรายและเมื่อได้ถูกสกันกั้นจึงได้เปลี่ยนไปใช้เส้นทางพย้าของเมียนมาร์ได้เข้าไปยังบ้านเชียงกบของประเทศลาวต่อไปยันด่านเมืองสิงห์เข้าสู่หลวงพระบางเวียงจันทน์

และได้วนกลับเข้าสู่ประเทศไทยที่จังหวัดหนองคลาย เลย และ บึงกาฬ แทน ซึ่งมันจะเป็นทางจะถือว่ามันเปนเส้นทางหลักหรือไม่มันก็ยังไม่ใช่เพราะว่าในการที่จะลำเรียงยาเสพติดแต่อย่าลืมว่ามันเป็นเรื่องที่ผิดกฏหมายซึ่งของทั้งสองฝ่านนั้นมักจะรู้ดีและผู้ที่จะลำเรียงขนยาเสพติดนั้นก็รู้ผู้ที่จะเตรียมจับกุมของทางฝ่ายรัฐบาลเองนั้นก็รู้เพราะฉะนั้นในการที่จะลำเรียงบนถนนจะมีความเสี่ยงเป็นอย่างมากเพราะฉะนั้นในเส้นทางที่จะใช้เป็นทางเลือกก็คือแม่น้ำโขงซึ่งมันก็จะไหลมากจากเชียงรุ่งลงเข้าไปสู่ที่เชียงแสนของเราและก็ไปสุดเขตที่อำเภอเวียงแก่นของจังหวัดเชียงราย

ซึ่งตรงนั้นได้เป็นเขตน้ำโขงตอนบนและหลังจากนั้นเขาก็จะโอ้มไปเข้าที่ประเทศลาวและก็จะไปเข้าที่ประเทศไทยอีกหนึ่งที่ในแถบทางภาคอีสานและสะพานที่ได้เห็นอยู่นั้นมันคือสะพานเชียงลาบซึ่งมันกำลังอยู่ในระหว่างของการก่อสร้างมันเป็นสพานที่จะเชื่อมกันระหว่างทางฝั่งประเทศลาวและประเทศพม่ายังได้มีความวิตกกังวนว่าถ้าหากว่าสะพานแห่งนี้แล้วเสร็จขบวนการการค้ายาเสพติดก็อาจที่จะใช้เส้นทางเหล่านี้แหละขนลำเรียงนำเอายาเสพติดเข้ามาเพื่อที่จะส่งไปตามประเทศที่อยู่ในลุ่มแม่น้ำโขงเหตุผลที่ต่างหลายฝ่ายได้วิตกกังวนเพราะในด้านเครือข่ายของยาเสพติดนั้น

สามารถที่จะลำเรียงจากแหล่งการผลิตที่เมียนมาร์ไปยังประเทศลาวเพื่อที่จะนำเอาเข้าสู่ประเทศไทยทางภาคอีสานโดยที่เฉพาะหนองคาย เลย และ บึงกาฬ เพื่อที่จะได้ผ่านไปยังสะพานเชียงลาบเพื่อให้มันได้สะดวกมากยิ่งขึ้นหรือด้วยวิธีการที่จะขนส่งยาเสพติดด้วยรถยนต์และได้การขนถ่ายสารเสพติดยาตั้งต้นจากทางกัมพูชาผ่านประเทศลาวเข้าสู่แหล่งผลิตมันก็อาจจะทำให้สะดวกมายิ่งขึ้นของการที่จะขนสารตั้งต้นนี้ได้มากยิ่งขึ้น

4สถานที่ที่ได้มีการทำการทดลองยิงนิวเคลียร์ในอดีต

สถานีทดลองหลัก สหภาพโซเวียต เซมี คาซัคสถาน

เรามาอีกฝาคหนึ่งของสงครามเย็นกันบ้างนี่คือสถานีทดลองของโซเวียตได้มีการปิดเมืองที่จะเอาไว้ใช้ทำในการทดลองยิงขีปนาวุธโดยเฉพาะทั้งหมด154ครั้งในช่วงปี คศ1949ถึง1989และยังรวมไปถึงการทดลองในใต้ดินประมาณ240ครั้งและในชั้นบรรยากาศอีก116ครั้งรวมๆแล้วเทียบแรงระเบิดรวมแล้วมากกว่าที่ ฮิโรชิม่าประมาณ2500ลูกในปัจจุบันหลุมนิวเคลียร์ที่อยู่ในแทบนี้ได้โดยน้ำท้วมขังไปบ้างแล้ว

เกาะNovaya Zemlya รัสเซีย

Novaya Zemlya เป็นดินแดนที่อยู่ห่างไกลออกไปในมหาสมุทรอาร์กติกที่อยู่ในทางตอนเหนือของรัสเซียได้ดูเป็นที่รกร้างดูไม่มีอะไรที่น่าสนใจเลยนั่นมันก็แปลว่ามันได้เหมาะสมแก่การทดลองนิวเคลียร์เป็นอย่างยิ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปี คศ1954 ได้มีการทดลองนิวเคลียร์ไปประมาณ224ครั้งหนึ่งในนั้นได้เป็นระเบิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกได้มีความรุนแรงขนาด57เมกะตันได้รุนแรงกว่าระเบิดที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิอยู่หลายเท่าในปัจจุบันในหมู่เกาะแห่งนี้ก็ได้ถูกใช้ให้เป็นกองทัพของทหารอีกทั้งยังได้มีเรือสำราณอีกหลายลำยังได้ล่องผ่านทางตอนใต้ของหมู่เกาะแห่งนี้ด้วย

มาราลินกา ใน ออสเตรเลีย

มาราลินกาเป็นพื้นที่ที่ทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลียได้ใช้ให้เป็นที่ทดลองนิวเคลียร์ในการทดลองของประเทศอังกฤษในช่วงปี คศ1950 เนื่องจากประเทศอังกฤษนั้นไม่มีพื้นที่ที่จะทำการทดลองนี้ได้ก็ได้โยกย้ายมาทำที่ประเทศออสเตรเลียที่ได้มีพื้นที่นั้นเยอะและกว้างมากพอซึ่งในขณะตอนนั้นก็ยังมีชาวพื้นเมืองอะบอริจินอาศัยอยู่ทางการจึงได้ทำการแก้ไขและได้โยคย้านถิ่นฐานออกไปโดยทั้งหมดหลังจากที่การทดลองจะต้องใช้เวลานานมากและต้องใช้ระยะเวลาปี คศ2000 ทางการจึงได้ประกาศให้พื้นที่แห่งนี้ปลอดภัยแต่ว่าชาวพื้นเมืองอะบอริจินที่ได้โยคย้ายถิ่นฐานออกไปก็ยังไม่ได้รับอนุญาติที่จะให้เข้าไปใช้ชีวิตในถิ่นฐานที่นั่นอีก

โปขราณ อินเดีย

ประเทศอินเดียนั้นก้ได้เริ่มมีการทำยิงนิวเคลียรย์ทดลองในปี คศ1960 ที่กำลังได้มีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านทั้งประเทศจีน และ ประเทศปากีสถาน โดยได้มาทำการทดลองในที่โปขราณพื้นที่ทะเลทรายในแคว้นราชาสถานได้มีประชากรอาศัยอยู่ราวประมาณ50คนจากนั้นทางการรัฐบาลอินเดียยังได้ออกมาประกาสว่าเป็นการทำการทดลองปรมาณูเพื่อสันติอย่างเดียวเท่านั้นแม่ว่าในการทำการทดลองจะไม่ได้ผลรับที่ทางการประเทศอินเดียพอใจสักเท่าไรแต่ถึงในปัจจุบันในพื้นที่ที่ทำได้การทดลองโดยบริเวณนี้ก็ยังได้มีการคลุมเข้มอยู่รวมไปถึงในการปิดบังข้อมูลเรื่องที่ชาวบ้านนั้นในรับผลกระทบการทำการทดลองนี้ด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย next88