การเร่งปฎิกิริยาไฟฟ้าเข้าไปที่สมอง

ซึ่งการเร่งปฎิกิริยาตรงนี้ก็ได้มีผลการทดลองออกมาที่่น่าสนใจเป็นอย่างมากด้วย ซึ่งถามเอาตามทฤษฎีถ้าสมองของเรามันได้ถูกเร่งปฎิกิริยาสูงขึ้นไปเราจะมีพลังงานในรูปแบบใหม่เกิดขึ้นมาใช่หรือไม่เขาก็เลยมีการทดลองแบบนี้ขึ้นมาด้วยการนำคนจริงๆมาเร่งปฎิกิริยาสมองด้วยการใช้กระแสไฟฟ้าเป็นตัวกระตุ้นทำให้สมองเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น

เพราะตามหักวิทยาศาสตร์เขาบอกว่าหัวสมองของเราจะมีกระแสไฟฟ้าอยู่ในนั้นและกระแสไฟฟ้าเหล่านั้นมันก็ได้เป็นตัวแปลสำคัญในการทำงานแทบทุกส่วนของสมองที่จะส่งต่อไปยังร่างกายเขาเร่งจะต้องมีการเร่งการทำงานของสมองด้วยกระแสไฟฟ้านั้นเอง ซึ่งก็อย่างที่เราได้รู้กันอยู่ว่าการทดลองวิทยาศาสตร์ทุกครั้งมักจะประสบกับความล้มเหลวมาก่อนที่จะประสบความสำเร็จ ซึ่งการทดลองนี้มันก็ได้เป็นหนึ่งในนั้นอีกด้วย ซึ่งถ้าเอาตามข้อมูลที่เราได้ไปศึกษามา ซึ่งเขาได้บอกว่าได้มีการทดลองแบบนี้อยู่หลายครั้งมากและทุกครั้งที่ได้มีการเร่งปฎิกิริยาสมองด้วยไฟฟ้าไปถึงประมาณหนึ่ง

บางคนก็ทนไม่ไหวจนต้องมีการยกเลิกการทดลองและพอหลังจากการยกเลิกการทดลองผู้ถูกทดลองบางคนก็อาจจะเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตไปเลยหรือเป็นบ้าไปเลยก็มีอยู่เช่นกันแต่การทดลองนี้เขาได้มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาได้บันทึกเอาไว้ว่าครั้งนี้มันจะเป็นครั้งที่ใกล้เคียงกับคำว่าประสบความสำเร็จ โดยตรงนี้เขาได้บอกว่าได้มีอยู่หนึ่ง

คนที่ถูกเร่งปฎิกิริยาของสมองดันกระแสไฟฟ้าขึ้นสูงไปประมาณ50-60%แล้วร่างกายของผู้ที่ถูกทดลองทนรับกระแสไฟฟ้าตรงนั้นได้และที่สำคัญไปมากกว่านั้นก็คือคนที่ถูกเร่งปฎิกิริยาสมองไปเขาได้ทำการส่งข้อความไปถึงผู้ที่ทำการทดลองอยู่โดยที่เขาไม่ได้ทำการพูดหรือทำท่าทางอะไรแต่อย่างใดเลย ซึ่งตอนแรกทางทีมผู้วิจัยเขาคิดว่าเขาน่าจะคิดไปเองเสียงที่ได้ยินในหัวเขาน่าจะเกิดจากการจินตนาการ

หรือว่าอะไรสักอย่างหนึ่งแต่พอลองสอบถามกันไปมากับผู้ที่วิจัยคนอื่นๆปรากฎว่าคำพูดที่ได้ยินในหัวของแต่ละคนตรงกันหมดและมันไม่ได้ตรงกันธรรมดามันดันตรงกันทุกคำพูดและตรงทุกพยาง ซึ่งตรงนี้น่าสนใจมากและเขาก็ยังหาคำตอบให้ไม่ได้แต่เขาคาดกันว่าน่าจะเกิดจากการเร่งปฎิกิริยาสมองของผู้ถูกการทดลองคนนี้ไปถึงประมาณ50-60%

และเขาได้ใช้จิตหรือโทรจิตส่งข้อความเพื่อที่จะสื่อสารกับผู้วิจัยเหล่านี้แต่สุดท้ายการทดลองนี้ก็ต้องหยุดลงเพียงแค่การเร่งปฎิกิริยาสมองไปประมาณ50-60%เท่านั้นเพราะว่าผู้ที่ถูกเร่งปฎิกิริยาได้สมองตายลงและกลายมาเป็นเจ้าชายนิทราไปเรียบร้อย

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ติดต่อ rb88

ปริศนาภาพโมนาลิซ่าบอกอะไรกับเราบ้าง?

สำหรับเรื่องของภาพปริศนาโมนาลิซ่าที่ได้มีการพูดถึงกันมาอย่างหนาหูมาก คือมันได้เป็นรูปภาพที่ถูกวาดขึ้นมา โดยบุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีชื่อว่า Leonardo Da Vinci ซึ่งเราเชื่อว่าหลายๆคนก็น่าจะรู้จักบุคคลคนนี้ ซึ่งนายLeonardo Da Vinci เขาได้เป็นนักสถาปนิก นักศิลปะ นักออกแบบต่างๆนานามากมาย

ที่โด่งดังมากและได้มีการสร้างสรรค์รูปวาดที่สวยงามอยู่ค่อนข้างที่จะเยอะแยะมากมายและหนึ่งใมนนั้นก็ได้มีอยู่หนึ่งรูปภาพที่หลายๆคนได้เกิดความสงสัยและได้รู้สึกว่าภาพนี้มันจะต้องมีอะไรสักอย่างที่อยู่ในนั้นนั้นก็คือ ภาพของโมนาลิซ่า ซึ่งรูปภาพของโมนาลิซ่า ถ้าเราไม่สังเกตอะไรมากเราก็จะเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้ถูกออกแบบวาดรูปเหมือนคนสมัยก่อน

มีความสวยงามมีน่าตาที่สวยและมีภาพพื้นหลังที่วาดออกมาได้แสดงถึงความเป็นธรรมชาติทั่วไป ซึ่งรูปภาพของโมนาลิซ่าเขาได้คาดการณ์เอาไว้ว่า น่าจะถูกสร้างขึ้นมาเมื่อราวๆปี1500ต้นๆแต่ไม่สามารถระบุได้ตรงๆเลยว่าได้ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงเวลาวันไหนและได้มาจากพื้นที่ตรงไหนแบบชัดเจนบอกได้แต่เพียงขอบเขตและได้มีการาตั้งทฤษฎีขึ้นมาเท่านั้น

ซึ่งในปัจจุบันรูปภาพของโมนาลิซ่าก็ได้ถูกเก็บเอาไว้ที่ The Grove Museum และก็ยังได้ถูกตั้งโชว์ให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามารับชมและก็ถ่ายรูปนั่นเองและ ทฤษฎีเรื่องของภาพโมนาลิซ่า ต่างจริงๆมันมีอยู่เป็นสิบเป็นร้อยทฤษฎีแต่ว่ามันจะมีอยู่สามทฤษฎีใหญ่ๆที่น่าสนใจและเราคิดว่ามันนาจะเป็นไปได้มากที่สุด

โดยเราจะเรียงเป็นทฤษฎีไป โดยทฤษฎีแรก ตอนแรกได้ถูกตีตกไปว่ามันไม่น่าจะเป็นความจริงแต่ในปัจจุบันก็ยังได้มีนักวิทยาศาสตร์หรือนักประวัติศาสตร์ยังได้เชื่อกันอยู่ไม่น้อยว่าทฤษฎีเหล่านี้จะเป็นจริงนั่นก็คือคนที่อยู่ในภาพไม่ใช่โมนาลิซ่าแต่เป็นลูกสาวของผู้ปกครองเมืองLudovico Sforza,Milanในตอนนั้นที่มีชื่อว่า Bianca Sforza

โดยเขาได้คาดการณ์กันว่า Bianca Sforzaนั้นได้เสียชีวิตลงหลังจากที่ได้แต่งงานกับผู้บันชาการกองทัพได้ไม่นานและตอนนั้น Bianca Sforzaเขาก็ได้ตั้งครรภ์แต่ปรากฎว่าในการตั้งครรภ์ของ Bianca Sforzaได้เป็นการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติก็คือการตั้งครรภ์นอกมดลูกมันเลยทำให้เสียชีวิตในเวลาต่อมาLeonardo Da Vinciก็ได้วาดรูปนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของ Bianca Sforza ซึ่งตรงนี้ได้เป็นแนวคิดในทฤษฎีแรกที่เขาได้บอกว่าคนที่อยู่ในรูปไม่ได้ชื่อว่าโมนาลิซ่าหรือ ลิซ่าแต่อย่างใดแต่ชื่อว่า Bianca Sforzaนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน แทงขั้นต่ํา10บาท

การคืนชีพสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์

สำหรับตรงนี้เราคิดว่ามันได้มีความน่าสนใจในระดับหนึ่ง ถ้ามันสามารถคืนชีพสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้จริงๆเราบอกเลยว่ามันคือการประสบความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้ โดยเขาได้บอกว่าตามหลักทฤษฎีเวลาที่เราได้ไปขุดค้นพบฟอสซิลต่างๆทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นฟอสซิลที่ย่อยสลายแล้วเหลือแต่กระดูกหรือจะเป็นฟอสซิลที่ถูกแต่แข็งและได้มีความใกล้เคียงความสมบูรณ์มากที่สุด

เขาจะนำเอาฟอสซิลเหล่านี้นำเอามาสกัดดีเอ็นเอและนำดีเอ็นเอเหล่านั้นมาใส่ในสัตว์สายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่มีชีวิตในยุคนั้นมากที่สุดถ้ายกตัวอย่างเช่นเมื่อประมาณ2-3ปีที่แล้วได้มีการขุดค้นพบเป็นฟอสซิลช้างแมมมอธในแทบขั้วโลกที่มีสภาพใกล้เคียงคำว่าสมบูรณ์มากแต่การทดลองครั้งนี้ตามบันทึกเขาได้บอกเอาไว้ว่ายังไม่มีการทดลองไหนที่จะประสบความสำเร็จเลย

ก็คือว่าได้มีการทดลองไปแล้วและล้มเหลวนั่นเองและคำว่าล้มเหลวนั้นมันก็ได้มีผลเสียตามมาจากกรณีที่ฝากครรภ์ใส่สิ่งมีชีวิตในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเสือเขี้ยวดาบช้างแมมมอธหรือสัตว์ชนิดอื่นๆที่เขาได้มีการทดลองเขาได้บอกว่าร่างกายของสัตว์ในยุคปัจจุบันมันไม่สามารถที่จะอุ่มท้องสิ่งมีชีวิตยุคดึกดำบรรพ์ได้นานพอที่จะคลอดพวกเขาออกมาได้และผลที่ตามมาสัตว์ที่ถูกไปเป็นแม่เพื่อตั้งท้องก็ตายลง

เพราะว่าร่างกายไม่สามารถรับภาระในการตั้งครรภ์ในขณะนั้นได้และเขาได้บอกอีกว่ามันได้มีผลข้างเคียงหลายอย่างไม่ใช่แค่ตั้งท้องไม่ไหวทั้งเรื่องของสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงฉับพลันเพราะมีการยัดเซลล์สิ่งมีชีวิตในยุคดึกดำบรรพ์เข้าไปแล้วร่างกายมันเกิดการต่อต้านต่างๆนานามากมายตรงนี้มันก็เลยทำให้สิ่งมีชีวิตที่ถูกนำมาเป็นแม่รับภาระไม่ไหวแล้ว

ก็ต้องเสียชีวิตลงตรงนี้เขาได้บอกว่ามีการทดลองหลายครั้งแล้วก็ล้มเหลวมาทุกครั้งกันเลยและเขายังได้บอกอีกว่าตรงจุดนี้เขาก็ได้มีการศึกษาแล้วก็ได้มีการทดลองอยู่เรื่อยๆเพราะว่าอยากจะคืนชีพสิ่งมีชีวิตยุคโบราณแต่ในมุมมองของเรา เรามองว่าการคืนชีพสิ่งมีชีวิตยุคโบราณหรือการคืนชีพมนุษย์ไม่ใช่ผลดีต่อโลกสักเท่าไหร่เพราะถ้าเกิดว่าเรามองเป็นกรณีๆอย่างกรณีของการคืนชีพมนุษย์เรา

เคยตั้งข้อสงสัยว่าถ้าวันหนึ่งเราสามารถควบคุมการเกิดและการตายได้มันจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งหลายๆคนก็ได้ให้ความเห็นตรงกันเลยว่าถ้าเราสามารถควบคุมการตายการเกิดได้มันอาจจะทำให้ประชากรบนโลกของเรามีจำนวนเกินหรือประชากรล้นโลกนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน ฝากถอนไว

มนุษย์เข้ามาอยู่บนโลกได้อย่างไร?

ในโลกปัจจุบันของเรามันมีอะไรที่มากขึ้นๆไปเรื่อยๆถ้าจะให้ตอบตามความคิดแล้วก็ในมุมมองของเรานั่นก็คือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งตรงจุดนี้เราก็ได้คุยกันเล่นๆว่ามันอาจจะเป็นผลผลิตที่คนที่สร้างเราขึ้นมาหรือคนที่เอาพวกเรามาไว้ข้างบนโลกเขาจะเข้ามาเอาผลผลิตตรงนี้ในอนาคตไปหรือเปล่า หรือ ผลผลิตตรงนี้มันจะเป็นอย่างอื่นก็เป็นได้

เพราะว่าตรงจุดนี้ถ้าเราจำไม่ผิดคนที่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกคนที่มีไฮคิวสูงๆเขาได้บอกว่าคนจริงๆพวกนี้เขาได้เสียชีวิตไปแล้วแต่มันก็ยังได้มีการเก็บเอาไว้เป็นความลับนั่นก็คือเขาเหล่านี้ได้ถูกเก็บสมองเอาไว้และเขาได้บอกเอาไว้ว่าในอนาคตเขาจะเอาสมองของบุคคลเหล่านั้น

มาโคลนนิ่งเราอาจจะได้เห็น ไอน์สไตน์ในอนาคตหรือเราอาจจะได้เห็นนักวิทยาศาสตร์ดังๆที่เขาได้เสียชีวิตไปแล้วในอนาคตมันก็อาจจะเป็นไปได้ ซึ่งตรงนี้เราก็ไม่ค่อยชัวเท่าไหร่เพราะเราได้ไปหาข้อมูลจากต่างประเทศมาแล้วเราก็เลยคิดว่ามันก็อาจจะเป็นไปได้ ซึ่งตรงนี้มันก็อาจจะเป็นผลผลิตหรือเปล่าอันนี้เราก็ไม่ชัวเหมือนกัน

แต่ในมุมมองของเรา เราได้คิดว่าโลกของเรามันก็เหมือนฟามร์ ซึ่งมันอาจจะมีมือที่เรามองไม่เห็นหรือมันอาจจะมีพระเจ้าที่เราได้พูดกันมันอาจจะสร้างเราขึ้นมาเพื่อได้อาศัยอยู่บนโลกและได้มีการวิวัฒนาการตัวเองจนถึงจุดๆหนึ่งเขาอาจจะเข้ามาเก็บเกี่ยวผลผลิตหรือเปล่า ตรงนี้มันก็อาจะเป็นอีกหนึ่งทฤษฎีที่มันจะเป็นไปได้แล้ว

มันก็ได้มีนักวิทยาศาสตร์หลายๆคนก็มีทฤษฎีนี้อยู่ในหัวอยู่เหมือนกัน และ ทฤษฎีสุดท้ายนี้ที่มันได้มีความเชื่อถือค่อนข้างต่ำแต่มันก็ได้มีคนเชื่อกันอยู่และมีหลายๆคนได้เชื่อกันว่ามันก็อาจจะเป็นไปได้นั่นก็คือ บรรพบุรุษของมนุษย์โลกเราได้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มันได้มาจากกาแลกซี่อื่นและได้เป็นนักโทษที่ถูกขับไล่ให้มาอยู่บนโลกพร้อมกับลบความทรงจำคือทฤษฎีตรงนี้

ที่เราได้ไปศึกษามามันอาจจะดูงมงายและมันได้มีความเป็นจริงที่น้อยมากแต่เราพอลองไล่อ่านลองเจาะลึกลงไปเรื่อยๆมันก็อาจจะเป็นไปได้หรือเปล่าคือทฤษฎีตรงนี้เขาได้บอกว่าจริงๆแล้วโลกของเราในยุคนั้นมันไม่ได้มีสายพันธุ์มนุษย์อยู่เลยแต่มันได้มีสิ่งมีชีวิตมีแบคทีเรียมีสัตว์มีลิงแต่มันไม่มีมนุษย์อยู่บนโลกซึ่งอยู่ดีๆวันหนึ่งกก็ได้มีนักโทษจากกาแลกซี่อื่นถูกขับไล่ให้มาอยู่บนโลกและมาใช้ชีวิตอยู่บนโลกโดยที่ไม่มีเทคโนโลยีอะไรเลย

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน แจกเครดิตฟรี ไม่ต้องฝาก

ตำนานสวนเอเดนงูร้ายและแอปเปิ้ล

       คำสาปอดัมกับอีฟนับเป็นคำสาบแรกตั้งแต่พระเจ้าเริ่มสร้างโลกขึ้นมา ซึ่งเรื่องราวของอดัมกับอีฟนั้นมีปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลตอนหนึ่งของศาสนาคริสต์ ซึ่งรายละเอียดของอดัมกับอีฟนั้นเราพอจะทราบกันคร่าวๆอยู่แล้วว่าพระเจ้านั้นได้ทรงสร้างชายหญิงคู่หนึ่งขึ้นมาโดยฝ่ายชายนั้นชื่ออดัมส่วนฝ่ายหญิงนั้นชื่ออีฟซึ่งการสร้างนั้นพระเจ้าได้มีการเสกอดัมซึ่งเป็นผู้ชายขึ้นมาก่อนหลังจากที่ได้มีการสร้างอดัมขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว

จึงได้มีการนำซี่โครงบางส่วนของอดัมนั้นมาเสกเป็นผู้หญิงที่ชื่อว่าอีฟ จากที่ได้มนุษย์คู่หนึ่งขึ้นมาเป็นอดัมกับอีฟแล้วพระเจ้าก็ได้มีการส่งทั้งอดัมและอีฟนั้นไปอยู่ที่สวนแห่งหนึ่งซึ่งเราเรียกสวนสวรรค์แห่งนั้นว่าสวนเอเดนโดยพระเจ้าได้มีการสั่งทั้งอดัมและอีฟว่าพวกเขาสามารถอยู่ในส่วนนี้และสามารถที่จะหยิบจับกินอะไรก็ได้ในส่วนนี้ทั้งหมดยกเว้นแอปเปิลซึ่งเป็นผลไม้แห่งความรู้

หลังจากที่พระเจ้าส่งอดัมและอีฟมาอยู่ที่สวนเอเดนนั้นพวกเขาก็ทำตามกฎระเบียบที่พระเจ้าสั่งอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอดและพวกเขาก็อยู่ที่สวนเอเดนนั้นอย่างสงบสุขเรื่อยมา แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นจนได้เมื่อวันหนึ่งมีงูโดเรตัวหนึ่งเลื้อยมาหาเอฟและมันได้มีการชักชวนให้อีฟนั้นลองกินแอปเปิ้ล และไม่เพียงแค่ให้อีฟกินแอปเปิ้ลเท่านั้นมันยังแนะนำให้อีฟนั้นชวนอดัมมากินแอปเปิ้ลด้วยกันอีกด้วย และเมื่อพระเจ้ารู้เรื่องที่เกิดขึ้นพระเจ้าจึงได้ทำโทษงูตัวนั้นด้วยการให้มันนั้นเลื้อยไปกับพื้นด้วย

การนำท้องไถลไปกับพื้นดิน ส่วนอีฟนั้น พระเจ้าได้สาปให้เธอนั้นมีบุตรและจะต้องมีการคลอดบุตรออกมาด้วยความเจ็บปวดและทรมาน ส่วนทางด้านอดัมนั้นซึ่งเป็นฝ่ายชายพระเจ้าได้มีการสาปให้อดัมนั้นมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลครอบครัวและหาเลี้ยงครอบครัวไปจนตลอดชีวิต และตำนานความเชื่อนี้เองที่มีการระบุเอาไว้ว่าบรรพบุรุษของมนุษย์เรานั้นก็คืออดัมและอีฟและที่มนุษย์โลกนั้น

ต้องมีพฤติกรรมแบบนี้ก็เพราะว่าอดัมและอีฟนั้นถูกลงโทษเพราะฉะนั้นผลของการสาปของพระเจ้าที่มีต่ออดัมและอีฟจึงตกมาสู่ลูกหลานอย่างพวกเราเป็นรุ่นต่อรุ่นซึ่งในปัจจุบันเราก็จะเห็นได้ว่าผู้หญิงนั้นก็มักจะต้องคลอดลูกด้วยความเจ็บปวดทรมานก่อนลูกจะคลอดออกมาส่วนผู้ชายนั้นก็จะมีหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัวทำงานตั้งแต่แต่งงานจนถึงเสียชีวิตเลยทีเดียวและคำสาปจะยังคงอยู่แบบนี้ตลอดไป 

 

 

สนับสนุนโดย  sagame666

ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน

ตำนานความรักที่เป็นสาเหตุให้ต้องตายที่ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน

เชื่อว่าไม่มีใครคนไหนในประเทศไทยที่ไม่รู่จักสถานที่อันโด่งดังไปทั่วประเทศนั้นก็คือ……. “ ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน” ถ้าใครยังจำไม่ได้ก็จะตองจำได้หากหนึ่งถึงนักเตะบอลทีมหมูป่าที่ได้เผลอเข้าไปในที่แห่งนี้แหละออกมาไม่ได้อยู่หลายวัน แต่เมื่อมีเจาหน้าที่จุดทูบและลองเข้าไปตรวจหาคนในถ้ำอีกครั้งก็พบกลุ่มนักฟุตบอลในที่สุด

ซึ้งนั้นทำให้สถานที่นี้ยิ่งโด่งดังเข้าไปใหญ่จนแม้แต่คนต่างประเทศก็รู้จักที่นี้เป็นอย่างดี โดยที่นี้นั้นมีตำนานที่เล่าลือกันมานานมากแต่ตั้งที่ภูเขานี้ถูกค้นพบและตีตราว่ามีรูปร่างเหมือนกับหญิงสาวกำลังนอนอยู่ที่พื้น โดยหลังจากที่มีการถูกตรีตราว่าภูเขาลูกนี้มีหน้าตาเหมือนกับหญิงสาวนั้น ก็ได้ยินมีคนเฒ่าคนแก่หลายๆคนออกมาบอกถึงตำนานที่ตัวเอง

บอกว่าเคยได้ยินมานานตั้งแต่สมัยรุ่นปู่รุ่นทวดว่าทำไมถึงมีภูเขาที่หน้าตาคล้ายกับหญิงสาวเช่นนี้โดยวันนี้ที่เราพูดถึงเรื่องนี้ก็เพราะว่าเราจะมาเล่าถึงตำนานที่ถูกกล่าวขานกันมาตั้งนานแล้วด้วยตำนานที่ว่านั้นจะมีความน่าสนใจมากแค่ไหนและเรื่องราวเป็นมายังไงจึงทำให้มีภูเขาแบบนี้เดี๋ยวเราไปฟังไปพร้อมๆกันเลยค่ะ

เรื่องราวนั้นมีอยู่ว่ามีองค์หญิงคนหนึ่งนั้นเป็นผู้หญิงที่มีความสวยงามเป็นอย่างมากโดยเธอเองนั้นก็มีชื่อเสียงเลื่องลือเรื่องของความงามของเธอโดยชื่อสิ่งที่ถูกแพร่สะพัดไปทั่วและก็มีเจ้าชายจดมึงหลายๆเมืองที่เข้ามาขอเธอแต่งงานแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธออยากแต่งงานกับใครเลยแม้ว่าจะมีหนุ่มหล่อมากมายหรือมีหนุ่มหล่อที่มากความสามารถมาจากมุมไหนก็ตามเธอก็ไม่สนใจ

เพราะว่าเธอนั้นมีชายที่รักอยู่แล้วโดยใช้คนนั้นก็คือท่านแม่ทัพคนนึงที่เธอนั้นหลงรักเขามาตั้งแต่เด็กโดยท่านพ่อของเธอเองก็เห็นด้วยกับเรื่องที่พวกเขานั้นจะแต่งงานด้วยกันตอนเด็กๆทั้งสองนั้นสัญญาแต่งงานกันแล้วฝ่ายชายก็ตอบตกลงพ่อโตขึ้นหญิงสาวอายุประมาณ 27 ปีเธอบอกว่าในเช้าวันต่อมาจะเริ่มจัดงานแต่งงานทันที

ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็มีการทำหน้าที่สีหน้าตกใจแต่เมื่อหญิงสาวถามว่าเป็นอะไรก็ตอบเพียงแค่ว่าเขาแค่ตื่นเต้นเท่านั้นโดยเธอก็ไม่ได้สนใจอะไรและคิดว่าเขาก็รักเธออย่างจริงใจเธอจึงรีบกลับห้องไปเตรียมงานให้เรียบร้อยแต่เมื่อถึงเวลาที่เจ้าบ่าวจะเข้ามาในงานแต่งงานทุกคนกลับพบว่าเจ้าบ่าวนั้นหายตัวไปอย่างหนาแน่นทำให้องค์หญิงเสียใจเป็นอย่างไร

บ้างเธอพยายามตามหาเจ้าชายไปทั่วประเทศจนไปถึงเมืองแห่งหนึ่งโดยมีชื่อว่าเมืองเวียงจันทน์เธอพบกับชายชราคนนึงเธอจึงเข้าไปนำอาหารและน้ำมาให้เขาทานหลังจากที่ตาแก่คนนั้นได้ทำการกินอาหารและน้ำจนอิ่มองค์หญิงก็ถามเขาว่าเขารู้จักชายหนุ่มคนนั้นหรือไม่โดยเธอนั้นก็เล่าถึงรายละเอียดของคนที่กำลังจะแต่งงานกับเธอไป

ซึ่งก็คือท่านแม่ทัพโดยตาแก่คนนั้นก็ได้บอกว่าเท่านั้นรู้จักเลยอย่างดีเพราะว่าชายหนุ่มคนนั้นเป็นคนที่มักจะให้เงินเขาเวลาเขาไปขอเงินแล้วชายหนุ่มคนนี้นั้นกำลังจะแต่งงานกับหญิงสาวที่สวยที่สุดในหมู่บ้านเมื่อถึงได้ยินดังนั้นจึงเสียใจและหลังจากนั้นก็ปลอมตัวเป็นชาวสวนลองเดินทางเข้าไปใกล้บ้านใกล้จุดที่จัดงานซึ่งเธอก็พบว่าชายหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกับหญิงสาวสุดสวยงั้น

ก็คือท่านแม่ทัพคนที่เธอหลงรักและคิดจะแต่งงานด้วยนั่นเองนั่นทำให้เธอเสียใจมากเธอเพิ่งรู้ว่าที่เขาหายไปนั้นไม่ใช่เพราะว่าเขาถูกจับตัวไปหรือเกิดเรื่องร้ายอะไรขึ้นกับเขาแต่เขาหนีมากับหญิงสาวที่มุมเวียงจันทน์และมาแต่งงานด้วยกันทำให้เธอเสียใจนอนหลับน้ำตารินไหลตลอดเวลาจนสุดท้ายก็ตามใจตายด้วยความเสียใจที่เหมือนถูกความรักหักหลัง 

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  บา คา ร่า sagame

สงครามโลกระหว่าง อังกฤษ กับ ญี่ปุ่น

สาเหตุที่เยอรมันได้คิดที่จะเช้าบุกโปแลนด์ในครั้งนี้นั้นมันก็เป็นเพราะว่าดินแดนที่โปแลนด์ได้อาศัยอยู่นั้นมันก็ได้มีดินแดนของเยอรมันอยู่ด้วยจากนั้นเขาคิดที่จะบุกเข้าไปถามว่า อังกฤษ กับ ฝรั่งเศส จะทำแบบเดิมหรือไม่แล้ว อังกฤษ กับ ฝรั่งเศส

ได้เห็นเหตุการณ์เชโกสโลวาเกียก็ได้บอกว่าไม่ได้แล้วถ้าเราอ่อนข้อให้เยอรมันก็จะทำการบุกต่อไปๆเรื่อยๆดังนั้น อังกฤษก็เลยบอกโปแลนด์ว่า โปแลนด์จะต้องสู้แล้วถ้าหากโปแลนด์คิดจะสู้แล้วเดี๋ยวเราจะช่วยเองจากนั้นพอโปแลนด์ได้มีความรู้สึกว่ามีอังกฤษที่ค่อยหนุนหลังอยู่และถามว่าโปแลนด์จะยอมให้เยอรมันบุกดีๆหรือไม่ไม่ยอมโปแลนด์

ก็เลยสู้กลับทั้งสองฝ่ายก็เลยได้ประกาศสงครามกันขึ้นมาในตอนนั้น แต่เยอรมันเองเขาก็ไม่ได้โง่ซักเท่าไหร่ก่อนที่เขาจะเข้าไปบุกโปแลนด์ทางเยอรมันก็กลัวอยู่เหมือนกันว่าตัวเองนั้นได้ตั้งอยู่ตรงกลางทวีปยุโปรถ้าสมมุติว่าเราไม่ได้ทำสงครามกับฝั่งนี้ที่กำลังทะเลาะกันอยู่ตรงนี้แล้วก็มีอีกฝั่งหนึ่งเข้ามาบุกและจะเกิดอะไรขึ้น

คืออีกฝั่งหนึ่งก็มีประเทศที่น่ากลัวอยู่ก็คือ สหภาพโซเวียตนั่นเอง ดังนั้นทางเยอรมันก็เลยเข้าไปทำการตกลงอะไรบางอย่างกับสหภาพโซเวียตล่วงหน้าประมาณว่าเราจะเข้าไปบุกโปแลนด์นายอย่ามาตีเราเดี๋ยวเราบุกโปแลนด์เสร็จนายก็มาตีโปแลนด์แล้วเราก็มาแบ่งกันดังนั้นเยอรมันก็ได้ใจเล็กน้อยแล้วก็ไม่ค่อยกลัวประเทศอื่นซักเท่าไหร่ นอกจากนี้อังกฤษ กับ ฝรั่งเศส ยังได้ร่วมกันทำอีกอย่างหนึ่งก็คือร่วมกันขับไล่สหภาพโซเวียตออกจากลีกอ๊อฟเนชั่น

เพราะว่า ลีกอ๊อฟเนชั่นได้มีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้โลกของเราสงบสุขแต่ว่าสหภาพโซเวียตดันไปจับมือกับเยอรมันเข้าไปตีโปแลนด์ไปแล้วเรียบร้อยดังนั้นสองประเทศนี้ได้จับมือกันแล้วก็ทีบสหภาพโซเวียตออกจากลีกอ๊อฟเนชั่นไป ซึ่งบังเอิญว่าจริงๆมันมีคนหนึ่งที่สามารถห้ามได้แต่ดันไม่ห้ามเลยก็คือจีนนั่นเอง ดังนั้นสหภาพโซเวียตก็เลยหันมาทะเลาะกับจีนแทนเหมือนประมาณว่าเราจะโดนไล่ออกทำไมจีนไม่ช่วยสหภาพโซเวียตเลยหลังจากนั้นสงครามในโลกก็ได้เกิดขึ้นมาอย่างหนักขึ้นเยอรมันไปตีฝรั่งเศส

จนสามารถตีจนแตกได้เลย แล้วในการที่บุกเข้าไปตีในครั้งนี้อิตาลีสุดท้ายฝรั่งเศสก็โดนแบ่งแยกไปคนละทิศละทางและแถมยังไปรบกับอังกฤษถึงขั้นที่ว่าเอาระเบิดบินเอาไปทิ้งที่เกาะอังกฤษหลังจากที่ญี่ปุ่นทะเลาะกับจีนมาเป็นระยะเวลาหนึ่งญี่ปุ่นก็รู้สึกว่าฉันตีจีนก็จะตีได้แค่ฝั่งที่ติดกับญี่ปุ่นจีนมันก็ยิ่งใหญ่ไปอีกต้องไกลถ้าเราปล่อยเอาไว้แบบนี้

เดี๋ยวจีนพอเราตีตรงนี้มันก็จะหนีไปตรงนั้นตรงนี้ดันนั้นเราจะต้องปิดรอบประเทศจีนดังนั้นญี่ปุ่นก็เริ่มที่จะยึดพื้นที่ต่างๆที่อยู่รอบประเทศจีนรวมไปถึงเอเชียตะวันออกเฉียบใต้อีกด้วยและนี้มันก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกที่ไทยที่เวียดนามและที่ประเทศต่างๆ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บพนัน csgo

ตำนาน สะพาน นวลฉวี

ตำนานของนวลฉวีรุ่งเพชรนั้นเป็นตำนานที่เกิดขึ้นจริงซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปีพศ 2502 เรื่องราวความรักที่นำไปสู่การฆาตกรรมเรื่องนั้นมีอยู่ว่าหญิงสาวที่ชื่อว่านวลฉวีนั้นเป็นหญิงสาวที่มีฐานะร่ำรวยแต่เธอไม่ใช่คนสวยอะไรเธอเรียนจบจากมหาวิทยาลัยพยาบาลที่ศิริราชและเมื่อเธอเรียนจบเธอก็ไปทำงานอยู่ที่สถานพยาบาลยาสูบซึ่งมีพื้นที่อยู่ทางภาคเหนือแล้วเมื่อนางสาวนวลฉวีได้ไปทำงานที่นั่นเธอก็ได้พบรักกับคุณหมอท่านหนึ่งที่ชื่อว่าคุณหมอทิพย์ทั้งคู่รักใคร่กลมเกลียวกันดี

และได้เป็นสามีภรรยากันในนามพฤตินัยแต่ไม่ได้แต่งงานกันแล้วไม่มีใครรู้ว่าทั้งคู่นั้นเป็นแฟนกันหลังจากที่ทั้งคู่คบกันผ่านไปได้ไม่นานก็มักจะทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำซึ่งสาเหตุของการทะเลาะกันมันก็มาจากความหึงหวงที่นางสาวนวลฉวีมีต่อคุณหมออาธิปเนื่องจากคุณหมออาทิตย์เป็นคุณหมอรูปหล่อ จึงมักมีผู้หญิงมายุ่งเกี่ยวด้วยตลอดทำให้นางสาวนวลฉวีเกิดความไม่พอใจและหวงจึงได้มาแสดงตนที่โรงพยาบาลที่หมออาธิป ทำงานอยู่

โดยนางสาวนวลฉวีนั้นจะมานั่งเฝ้าหมออาธิปทุกวันซึ่งสร้างความรำคาญให้กับหมออาธิปหลังจากนั้นหมออาธิปจึงได้ตัดปัญหาด้วยการจดทะเบียนสมรสกับนางสาวนวลฉวีโดยมีการจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 11 เดือนมีนาคมปีพ.ศ 2502 แต่หลังจากนั้นไม่นานประมาณวันที่ 11 เดือนมีนาคมปีพ.ศ 2502  

ทางด้านหมออาธิป ก็ได้มีการไปจดทะเบียนสมรสซ้อนกับนักศึกษาสาวคนหนึ่งที่ชื่อว่านางสาวสมบูรณ์ซึ่งตอนที่นางสาวสมบูรณ์จดทะเบียนกับหมออาธิป นั้น นางสาวสมบูรณ์ก็รู้ดีว่าหมออาธิปกับนางสาวนวลฉวีนั้นจดทะเบียนสมรสกันไปเรียบร้อยแล้วและเธอเป็นการจดทะเบียนซ้อนไปเธอก็ยอมจดและหลังจากนั้นมาทั้งทางนางนวลฉวีและนางสาวสมบูรณ์ต่างก็พากันมานั่งเฝ้าหมออาธิป 

ที่โรงพยาบาลและมักจะมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำเดินทางโรงพยาบาลต้องห้ามทั้งสองคนเข้ามาในเขตพื้นที่ของโรงพยาบาลอย่างไรก็ตามตั้งแต่หมออาธิปได้มีการจดทะเบียนกับนางสาวสมบูรณ์เขาก็ไม่สนใจนางสาวนวลฉวีอีกเลยแล้วทั้งคู่มักจะทะเลาะเบาะแว้งกันเรื่อยมานางสาวนวลฉวีนั้นได้ไปเชิญตัวพ่อแม่ของหมออาธิป มาที่บ้านให้มาเจอกับพ่อแม่ของเธอเพื่อหวังจะให้ทั้ง 2 ครอบครัวงานแต่งงานให้แต่หมออาธิปก็ปฏิเสธและไม่ต้องการแต่งงานกับนางสาวนวลฉวี

ซึ่งหลังจากนั้นนางสาวนวลฉวีก็ยังคงตามหึงหวงหมออาธิปเรื่อยมาจนในที่สุดก็มีคนพบศพนางสาวนวลฉวีถูกฆ่าตายและนำศพมาโยนทิ้งลงแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วเมื่อมีการสืบสวนก็ทำให้พบว่าคนที่ฆ่านางสาวนวลฉวีนั้นก็คือหมออาธิป นั่นเองตั้งแต่นั้นมาสะพานที่มีการพบศพของนางสาวนวลฉวีจึงถูกเรียกกันว่าสะพานนวลฉวีนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  bk8

เปิดตำนานแม่มด Witch/แม่มด

สำหรับเรื่องของแม่มดนั้นถ้าเราได้พูดถึงรูปลักษณ์ภายนอกเราก็คงจะติดภาพว่าจะเป็นผู้หญิงแก่หน้าตาหน้ากลัวปากยาวๆจมูกใหญ่ๆแล้วก็มีเวทมนต์ ถ้าเกิดรูปลักษณ์ที่เห็นได้เด่นชัดก็คือมีการขี่ไม้กวาดได้อะไรประมาณนั้น ซึ่งจะถามว่ารูปลักษณะของแม่มดจริงๆที่มันได้เคยมีอยู่บนโลกมันเป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่าขอบอกตรงนี้เลยว่ามันเป็นแบบนนั้นจริงๆ

แต่เรื่องของการขี่ไม้กวาดหรือการลอยได้ ตรงนี้หน้าประวัติศาสตร์ที่ขาได้บันทึกเอาไว้มันไม่ได้มีจารึกเอาไว้ว่าแม่มดนั้นขี่ไม้กวาดได้จริงหรือเปล่าแต่ทางประวัติศาสตร์เขาได้บัญญัติคำว่าแม่มดเอาไว้ว่าเป็นผู้ใช้เวทมนต์หรือคุณไสย โดยแม่มดจะถูกแบ่งออกเป็นสองจำพวก คือ แม่มดขาว และ แม่มดดำ แม่มดขาว  และ แม่มดดำ เราไม่ได้หมายถึงเรื่องของสีผิวของแม่มดหรือสีชุดที่แม่มดใส่แต่สีขาวและสีดำนั้นมันหมายถึงแม่มดนั้นๆ อย่างเช่น แม่มดดำ คือแม่มดที่ได้เคารพบูรชาซาตานและใช้เวทมนต์

โดยอาศัยความช่วยเหลือจากบรรดาพูดและวิญญาณด้านมืดโดยสตรีฝรั่งสมัยก่อนทั้งหลายที่ได้ฝึกเวทมนต์คาถาแนวนี้จะเป็นแม่มดดำทั้งหมดเลย ส่วน แม่มดขาวจะเป็นพวกที่นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เหนือธรรมชาติหรือ Supreme Being โดยแม่มดขาวจะแตกต่างกับแม่มดดำตรงที่ว่าแม่มดขาวจะอาศัยความช่วยเหลือจากนางฟ้านักบุญและวิญญาณที่มีธรรม

ซึ่งถ้าเราได้ฟังตรงนี้มาเราเชื่อว่าหลายๆคนก็น่าจะคิดเป็นเสียงเดียวกันว่าและมันจะต่างอะไรกับอาคมเวทมนต์หรือคุณไสยที่อยู่ในประเทศไทยถ้าให้เราตีความตรงจุดนี้เราขอบอกว่ามันไม่ได้เหมือนกันร้อย%แต่มันได้มีความคล้ายคลึงกันในระดับหนึ่งเลยก็ว่าได้ คือ ถ้าเกิดให้เรานั้นได้เปรียบเทียบกันจริงๆ

สมมุติในประเทศไทยเราได้มีกุมารทองส่วนของแม่มดก็จะเป็นวิญญาณหัวซาตานหรือจะเป็นลูกกระตาซาตานหรืออะไรแบบนี้ที่มันได้เป็นขอขลังและอย่างของไทยมีเวทมนต์อาคมแต่ของแม่มดก็จะเป็นพลังเรียกฟ้าเรียกฝนหรือการสาปแช่งในของผู้อื่น ซึ่งตรงนี้มันจะคล้ายกับคุณไสยมากแต่มันก็จะต่างกันนิดหน่อยตรงที่ว่าเรื่องของการใช้งานและพิธีกรรม ถ้าเป็นคุณไสยการใช้งานจะเป็นการใช่ความแค้นลงไปในวิญญาณภูผีหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เขาจะใช้ในการกระทำนั้นๆโดยจะมีวิธีการเอาดิบเจ็ดป่าช้าเอาศพเด็ก

ที่ตายทั้งกลมหรืออะไรแบบนี้เอามาทำพิธีกรรม ซึ่งตรงนี้มันจะแตกต่างกับทางเวทมนต์ของแม่มดตรงที่ว่าเวทมนต์ของแม่มดนั้นเขาจะใช้เป็นการบูชายันต์พวกไก่งูแพะเพื่อเรียกฟ้าเรียกฝนหรือสาปแช่งหรือทำเครื่องรางของขลังจากพวกสัตว์เหล่านี้มากกว่าการใช้มนุษย์นั้นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sagame

ศิลปะชีวิต

ศิลปะแปลว่าชีวิตเพราะศิลปะนั้นเป็นการนำจินตนาการต่างๆทางความคิดของเรานั้นออกมาให้อยู่ในรูปแบบศิลปะลความคิดคือสิ่งที่มีชีวิตเพราะเกิดจากความคิดของเราที่เป็นมนุษย์ที่สามารถมีชีวิตได้นั่นเอง และชีวิตก็คือศิลปะ ศิลที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นมนุษย์จากความคิดใครสักคนหนึ่งในโลกนั่นเอง ดังนั้นแล้วศิลปะจึงเป็นสิ่งที่แยกออกจากชีวิตไม่ได้ เพราะทั้งสองล้วนมีสิ่งที่สอดคล้องแลเชื่อมโยงกันอย่างน่าอัศจรรย์อยู่เสมอ จึงเป็นที่มาของศิลปะชีวิตนั่นเอง

ศิลปะชีวิตนั้นหมายถึงการใช้ชีวิตด้วยศิลปะหรือการใช้ศิลปะเพื่อให้มีชีวิตนั่นเอง อย่างที่เรามักจะได้ยินอยู่เสมอว่าชีวิตที่ไม่มีศิลปะคือชีวิตที่ไม่มีชีวิตและศิลปะถ้าไม่มีชีวิตก็คงไม่สามารถก่อเกิดเป็นงานศิลปะได้เช่นกัน สองสิ่งนี้จึงมีความสัมพันธ์และมีความพิเศาเมื่อนำสองสิ่งมาผสมผสานหรือการนำมาประยุกต์ใช้ด้วยกัน

ศิลปะชีวิตนั้นไม่ได้หมายถึงงานศิลปะในชีวิตเท่านั้น แต่รวมถึงการใช้ชีวิตอย่างมีศิลปะ การนำศิลปะต่างๆเข้ามาร่วมมาประยุกต์ใช้ให้เกิดเป็นชีวิตที่มีชีวิตนั่นเอง และแน่นอนว่าถ้าหากเรานั้นมีการนำศิลปะต่างๆมาใช้ในชีวิต ชีวิตเราก็จะมีความแปลกใหม่ที่แตกต่างต่างไปจากชีวิตที่ไม่ได้มีการนำศิลปะเข้ามาใช้เลยนั่นเอง ชีวิตที่มีการนำศิลปะมาใช้นั้นโดยส่วนใหญ่จะแบ่งเป็นหลายประเภท เช่นศิลปะการพูด ศิลปะทางความคิด ศิลปะการพัฒนาบุคลิกายนอก ศิลปะปรับปรุงบุคลิกจากภายใน แบบนี้เป็นต้น ซึ่งถ้าหากมีการนำศิลปะเหล่านี้มาช็จะทำให้ชีวิตเราสวยงามเหมือนศิลปะการวาดเขียนระบายสีนั่นเอง

การนำศิลปะเหล่นี้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตนั้นเป็นเหมือนการที่เราเอาสีเอาดินสอมาแต่งเติมชีวตเราให้สวยงามและมีสีสันมากขึ้นนั่นแหละ เพราะศิลปะชีวิตเราก็เปรียบเหมือนงานศิลปะชนิดหนึ่ง ถ้าหากเรานั้นมีการออกแบบและร่างชีวิตให้เป็นไปตามที่คาดหวังก็เหมือนกับเราทำงานศิลปะหนึ่งชิ้นแล้วได้รางวัลนั่นแหละ เราจะรู้สึกภูมิใจในการใช้ชีวิต เพราะถ้าหากเราใช้ชีวิตแบบมีศิลปะในใจเสมอ เราจะสามารถพัฒนาชีวิตไปในทางที่ถูกที่คสรและสวยงามได้เช่นเดียวกัน

ถึงแม้ว่าหลายๆคนอาจจะยังไม่ได้มีการใช้ศิลปะชีวิตเข้ามาร่วมในการใช้ชีวิตอย่างจริงจังต้องบอกเลยว่า การนำความคิดเช่นนี้มาปฏิบัติในชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่ดีและควรค่าแก่การทำมาก เพราะจะช่วยส่งเสริมทั้งทางด้านความคิดและการใช้ชีวิตไปในทางที่ดีที่ถูกที่ควรและทเรานั้นสามารถจัดการสิ่งต่างๆได้ดีเพราะเรานั้นได้มีการนำศิลปะมาช่วยหรือมาประยุกต์ให้เข้ากับชีวิตของเราทำให้ชีวิตและศิลปะเป็นสิ่งที่อยู่ด้วยกันในตัวเราให้ได้และมีชีวิตสวยงามดั่งเช่นศิลปะนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน