ประวัติ โค้ชเช  โค้ชกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย

        หากพูดถึงโค้ชเชทุกคนต้องรู้กันอย่างนี้อยู่แล้วว่าโค้ชเชนั้นเป็นคนชาติเกาหลีซึ่งมาทำงานอยู่ที่เมืองไทยแห่งนี้ แค่นั้นจบจากมหาวิทยาลัยที่ประเทศเกาหลีใต้โดยจบจากมหาวิทยาลัยคังวอนและยังมีการเรียนเพิ่มเกี่ยวกับเรื่องของสาขาการจัดการด้านกีฬาก่อนหน้านี้โค้ชเชนโพสต์ให้กับนักกีฬาของทีมชาติบาห์เรนแต่หลังจากที่หมดสัญญากับทีมชาติบาห์เรนเมื่อประมาณปี 2000 นั้นทางทีมชาติไทย

ก็ได้มีการไปทาบทามให้โค้ชเชนั้นมาเป็นโค้ชประจำอยู่ที่ประเทศไทยและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาโครเชต์นั้นก็มาอยู่ที่เมืองไทยโดยตลอดโดยในช่วงที่โค้ชเชมาอยู่ที่เมืองไทยใหม่ๆนั้น  โค้ชเช ค่อนข้างที่จะมีปัญหากับการพูดคุยกับนักกีฬารวมถึงการสื่อสารการแสดงออกกับคนอื่นเนื่องจากว่าคนนั้นยังไม่เข้าใจภาษาไทยมากนัก

ซึ่งเขาต้องมีการลงเรียนคอร์สภาษาไทยเป็นพิเศษฝึกอ่านพูดภาษาไทยและพยายามที่จะทำความเข้าใจกับภาษาไทยให้มากที่สุดเพราะเวลาที่มีการพูดคุยกับนักกีฬาของเขาแล้วเขาจะได้สามารถสื่อสารกับนักกีฬาของเขาได้อย่างรู้เรื่องเลยเข้าใจ และ  โค้ชเช  โ ยังไม่พูดถึงเรื่องของอาหารว่าอาหารของเมืองไทยนั้นค่อนข้างที่จะอร่อยและถูกปากเขามากเนื่องจากว่าเดิมแล้วอาหารของเกาหลีก็รสชาติใกล้เคียงกับของคนไทยนั่นเองซึ่งโค้ชเช ได้บอกว่าเขาชอบอาหารของเมืองไทย

หลายอย่างเลยทีเดียวสำหรับคนนั้นตอนนี้เขาเป็นโค้ชที่ฝึกนักกีฬาเทควันโดซึ่งสามารถพานักกีฬาของคนไทยไปสร้างชื่อเสียงได้มากมายหลายรุ่นและทีเดียว ตั้งแต่ก่อนหน้าที่จะมีโค้ชเช  มาคอยคุมทีมนั้น วงการกีฬาเทควันโดของไทยนั้นค่อนข้างที่จะประสบกับปัญหานักกีฬาไม่สามารถที่จะไปแข่งขันกับคนอื่นได้เพราะเล่นไม่เก่ง

แต่ด้วยทักษะการสอนของโค้ชเช  รวมถึงการท่องเที่ยวที่มีต่อตัวนักกีฬาของเขานั้นทำให้นักกีฬาสามารถที่จะไปแข่งขันเอเชียนเกมส์และสามารถไปแข่งขันเทควันโดชิงแชมป์โลกได้ซึ่งสามารถได้เหรียญทองมาหลายรายการ  ช่วงประมาณปี 2010 เป็นช่วงที่โค้ชเชหมดสัญญากับทางประเทศไทยซึ่งมีหลายประเทศมากที่พยายามติดต่อโครเชต์

มาเพื่อให้ไปเป็นครูสอนกีฬาเทควันโดให้แต่ในที่สุดแล้วทางคสชเองก็ได้ตอบปฏิเสธกับประเทศไทยและมาต่อสัญญากับประเทศไทยซึ่งเขาให้เหตุผลว่าเขารักประเทศไทยและอยากที่จะเป็นโค้ชสอนเทควันโดที่ประเทศไทยเป็นประเทศสุดท้ายดังนั้นนั่นหมายถึงว่าจะยังคงอยู่กับนักกีฬาเทควันโดที่เมืองไทยจนกว่าเขาจะมีการเกษียณตนเองนั่นเองซึ่งทำให้เราวางใจได้อย่างหนึ่งว่านักกีฬาเทควันโดของไทยเรานั้นจะสามารถไปคว้าเหรียญเงินและเหรียญทองได้อีกหลายรายการเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์

ตำนานผีแม่ม่าย เขาสวนกวาง

    ช่วงประมาณเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2561 ณ เขาสวนกวาง  หมู่บ้านป่าหวายนัง  บริเวณหมู่ 4    ที่หมู่บ้านแห่งนี้เรามักจะเห็นชาวบ้านต่างก็พากันนำเสื้อสีแดงมาแขวนเอาไว้ที่หน้าบ้าน หรือบ้านบางอย่างนั้นก็มักจะนำเสื้อสีแดงไปแขวนไว้

ตามรั้วหรือตามประตูบ้านส่วนสาเหตุที่พวกเขานำเสื้อสีแดงมาแขวนไว้ที่หน้าบ้านหรือตามประตูบ้านนั้น เกิดจากชาวบ้านต้องการแก้เคล็ดเนื่องจากมีความ

เชื่อกันว่าผีแม่หม้ายจะเอามาเอาวิญญาณของคนในหมู่บ้าน เป็นเหยื่อของพี่ไม่ไม่ส่วนใหญ่นั้นมักจะเป็นผู้ชายร่างกายกำยำแข็งแรงซึ่งสาเหตุการเสียชีวิตนั้น

บางครั้งก็ประสบอุบัติเหตุบางครั้งก็ตายไปเฉยๆโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ และสิ่งที่เขานำเสื้อสีแดงมาแขวนไว้ตรงบริเวณหน้าบ้านและตามประตูบ้านนั่นก็คือ เราต้องการป้องกันภัยไม่ให้ผู้ชายในหมู่บ้านนั้นเสียชีวิตเนื่องจากว่ามีความเชื่อกันว่าผีเหล่านั้นกลัวสีแดง ซึ่งความเชื่อเรื่องผีแม่หม้ายนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นมาในปัจจุบันนี้เท่านั้นเราจะเห็นได้ว่ามีการเล่าตำนานเรื่องผีแม่หม้ายนี้

มายาวนานหลายสิบปีแล้วด้วยกันตั้งแต่เกิดมาเรามักจะได้ยินเรื่องของผีแม่หม้ายจะมาเอาชีวิตชายหนุ่มเป็นจำนวนมากบางครั้งชาวบ้านก็จะให้มีการเอาเสื้อแดงมาแขวนไว้ที่หน้าบ้านแต่บางครั้งก็จะใช้เป็นลักษณะของการทาเล็บสีแดงซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าผีแม่หม้ายนั้นมีความเกรงกลัวสีแดงเป็นอย่างมากดังนั้นส่วนใหญ่จึงจะให้ทาเล็บแดงหรือเอาเสื้อแดง

ไว้มาแขวนหน้าบ้านที่เป็นตำนานความเชื่อที่มีกันมานานหลายปีแม้แต่ปัจจุบันนี้ชาวบ้านตามพื้นที่ห่างไกลในจังหวัดขอนแก่นเองก็คงยังมีความเชื่อในลักษณะนี้อยู่เหมือนเดิมแต่อย่างไรก็ดีก็ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่าหลังจากที่มีการนำเสื้อสีแดงมาแขวนไว้แล้วนั้นผู้ชายรูปร่างกำยำในหมู่บ้านเสียชีวิตไปหรือไม่เพราะจากสถิติที่ผ่านมาเมื่อเกิดเหตุการณ์ผู้ชายในหมู่บ้านตายพร้อมๆกันหลายคนนั้นชาวบ้านก็จะบอกว่าผีมาๆมาเอาชีวิตไปและหลังจากที่เอาเสื้อมาแขวนแล้วจำนวน

ผู้เสียชีวิตนั้นก็ไม่มีซึ่งทำให้เราไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจริงๆแล้วที่ไม่มีคนตายนั้นเกิดจากการที่เรานำเอาเสื้อแดงมาแขวนไว้หรือเกิดจากการที่ผู้คนเริ่มใส่ใจตัวเองมากขึ้นระมัดระวังตัวเองมากขึ้นจึงไม่ทำให้เกิดอุบัติเหตุถึงขนาดล้มตายนั่นเอง 

ในปัจจุบันเมื่อไม่นานมานี้ช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโคโรนาก็ยังเห็นหมู่บ้านบางหมู่บ้านมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของเสื้อแดงซึ่งมีการนำเสื้อแดงไว้มาแขวนตามหน้าบ้านและประตูรั้วบ้านโดยหวังว่าเสื้อแดงนั้นจะสามารถป้องกันไวรัสโคโรน่าไม่ให้คนในบ้านต้องติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ด้วย

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่าsagame

ตำนานลับแลแห่งกรุงเก่า 

     สำหรับเมืองลับแลนั้นไม่ได้มีพูดถึงกันเฉพาะที่เมืองโคราชเท่านั้นแต่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเคยมีเรื่องเล่าถึงชายคนหนึ่งที่มีท่าทางแปลกๆเช่นเดียวกัน โดยใช้คนนั้นมีการแต่งกายที่ไม่เหมือนกับ คนทั่วไปเพราะเขาแต่งกายนุ่งโจงกระเบนไม่สวมเสื้อซึ่งเป็นการแต่งตัวขายกับคนโบราณ และที่เอวมีการผูกผ้าขาวม้าเอาไว้ซึ่งประมาณนี้น่าจะมีการเตรียมเอาไว้เวลาที่ชายคนดังกล่าวซื้อของจะได้เอามาใส่ผ้าขาวม้าผูกเอาไว้

และเงินทองที่เขานำมาซื้อข้าวของเครื่องใช้นั้นเป็นเงินพดด้วงซึ่งเป็นเงินที่มีการใช้งานกันในสมัยโบราณนั่นเอง ร้านค้าที่ชายคนดังกล่าวไปซื้อของนั้นต่างก็พากันไม่เข้าใจว่าชายคนดังกล่าวเอาอะไรมาซื้อเพราะปัจจุบันนี้การซื้อขายสินค้ากันนั้นจะใช้ธนบัตรกันหมดแล้วทุกคนจึงไม่รู้จักเงินสกุลตราพดด้วงกันมากนัก

ไม่มีใครให้เอาสกุลเงินพดด้วงไปซื้อของใช้คนดังกล่าวจึงแก้ปัญหาด้วยการนำต่างหูทองที่เขามีอยู่ไปแลกเพื่อซื้อข้าวของเครื่องใช้ต่างๆแทน แต่พ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายต่างก็เกิดความหวาดระแวงว่าต่างหูที่ชายคนดังกล่าวนั้นนำมาแลกจะเป็นต่างหูทองคำปลอมเสียกระมัง แต่อย่างไรก็ตามในที่สุดก็มีพ่อค้าคนหนึ่งเกิดความรู้สึกสงสารชายคนดังกล่าวจึงได้นำสินค้าที่ตนเองมีอยู่ไปแลกกับต่างหูของชายคนนั้น หลังจากที่มีการเลือกซื้อสินค้ากันเรียบร้อยแล้วชายคนดังกล่าวก็ได้มีการบอกให้พ่อค้านำสินค้าที่มีการสั่งซื้อ

ทั้งหมดไปไว้ที่ท่าน้ำให้เรียบร้อย ซึ่งพ่อค้าก็ยินดีจัดเตรียมสินค้าให้และนำสินค้านั้นไปไว้ตรงบริเวณคลอง มันคือท่าน้ำที่เป็นคลองปัจสุตรงแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่มีการยื่นสินค้าให้กับชายคนนั้นเสร็จเพียงแค่พ่อค้าหันหน้าไปแป๊บเดียว หันกลับมาอีกทีชายคนดังกล่าวก็หายไปเสียแล้ว ซึ่งพ่อค้านั้นตกใจมากแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเนื่องจากว่าข้าวของที่ใช้คนดังกล่าวซื้อนั้น

มีปริมาณมากและที่สำคัญเขามาซื้อของคนเดียวไม่มีใครช่วยขนอย่างแน่นอนและอีกอย่างหนึ่งก็คือบริเวณดังกล่าวนั้นยังไม่มีเรือที่จะมารับของชายคนดังกล่าวไปเลย แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ได้ไม่ได้สนใจอะไรเขาจึงนำต่างหูที่ได้มาจากการขายของนั้นไปให้พ่อค้าร้านทองดูให้ เจ้าของร้านทองเมื่อเห็นแล้วก็บอกว่านี่คือต่างหูทองคำโบราณแท้ๆและได้มีการสอบถามพ่อค้าว่าไปเอาต่างหูนี้มาจากไหน

ซึ่งเมื่อพ่อค้าได้อย่างนั้นเกรงว่าจะเกิดปัญหาตามมาภายหลังจึงได้บอกไปว่าต่างหูดังกล่าวนั้นเป็นของบรรพบุรุษเก่าแก่ของปู่ย่าของเขาเอง หลังจากนั้นเขาก็กลับมาเล่าให้กับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดฟังว่าเขาไปเจออะไรมาบ้าง หลังจากนั้นพ่อค้าแม่ค้าในตลาดต่างก็เฝ้ารอชายคนดังกล่าวให้กับมือชั้น 2 อีกครั้งหนึ่งเพื่อหวังที่จะได้ทองคำโบราณเหมือนกับพ่อค้าคนแรกนั่นเอง เวลาเนินนานผ่านไปหลายปีผู้คนต่างพากันลืมเรือนชายคนแปลกหน้านั้นไปแล้วแต่อยู่ดีๆก็มีชายแต่งตัว

แปลกประหลาดมาเดินซื้อของที่ตลาดอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้เขามากับหญิงรับใช้ 2 คนซึ่งก็มีลักษณะการแต่งกายคล้ายกับคนโบราณเหมือนเดิม ภาษาที่พวกเขาใช้พูดคุยกันนั้นพวกเขาใช้ภาษาที่เป็นคำศัพท์โบราณ และยังคงมีพ่อค้าแม่ค้าที่ยังเคยจดจำหน้าชายคนนี้ได้ต่างก็พากันแปลกใจมากกว่า เวลาผ่านไปมาตั้งหลายปีแล้วทำไมชายคนดังกล่าวถึงไม่แก่ขึ้นเลย

แต่ก็ไม่มีใครสนใจอะไรเพราะหวังจะให้ชายคนนั้นซื้อสินค้าของตนเองซึ่งใช้คนดังกล่าวก็ซื้อสินค้าไว้เยอะแยะมากมายและให้แม่ค้าพ่อค้านำสินค้าไปไว้ที่จุดเดิม ในครั้งนี้เหล่าพ่อค้าแม่ค้าในตลาดก็พากันมาแอบดูเพราะอยากจะเห็นว่าชายคนดังกล่าวนั้นกลับบ้านทางไหน และสิ่งที่พ่อค้าแม่ค้าเห็นก็คือชายคนนั้นและคนติดตามอีก 2 คนต่างก็พากันหิ้วข้าวของที่ซื้อมาแล้วพากันเดินลงแม่น้ำหายไปต่อหน้าต่อตานั้นเอง

 

สนับสนุนโดย  sagame คาสิโนออนไลน์

ตำนานเฝ้าผี ที่ผักไห่

          ที่อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้น มีตำนานเกี่ยวกับวิญญาณและผีเยอะมาก ซึ่งวันนี้เราจะนำตำนานที่มีการเล่าขานกันมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ในอำเภอผักไห่ ซึ่งบ้านเลขที่อะไรนั้น เราเว้นเอาไว้ในฐานที่เข้าใจก็แล้วกันนะคะ แต่ที่เราสามารถบอกได้ก็คือ บ้านหลังนี้อยู่ใกล้กับบ้านเขียวของขุนพิทักษ์มากอยู่ห่างกันเพียงแค่ 500 เมตรเท่านั้นเอง

เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยได้ทราบตำนานบ้านเขียวของขุนพิทักษ์กันมาบ้างนะคะ เพราะบ้านหลังดังกล่าวมีประวัติมากว่า100ปีและที่สำคัญมีประวัติเกี่ยวกับความน่ากลัวของเหล่าวิญญาณโดยหลายคนเชื่อว่าเป็นวิญญาณของขุนพิทักษ์กับข้าทาสบริวารของท่าน แต่ปัจจุบันบ้านเขียวของขุนพิทักษ์นั้นถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเลยทีเดียว

ส่วนบ้านที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ก็อยู่ห่างจากบ้านขุนพิทักษ์ไม่ไกลนั่นเอง บ้านหลังนี้เคยมีคนที่เคยเฝ้าอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้เคยให้ข้อมูลว่าในสมัยก่อนนั้นมีปู่ทวดและอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวนี้ ซึ่งในสมัยโบราณนั้นปู่ทวดคนนี้เป็นหมอยาซึ่งเป็นหมอยาที่มีชื่อเสียงอย่างมากรักษาใครก็หายเป็นหมอยาที่เก่งกาจมากในอำเภอผักไห่เลยทีเดียว

โดยชาวบ้านนับถือคุณปู่ทวดคนนี้ว่าเป็นคุณหมอเทวดาที่สามารถช่วยเหลือชาวบ้านให้หายจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วย จนถึงในวันที่ท่านต้องเสียชีวิตลงชาวบ้านก็ไม่เคยมีใครคิดว่าท่านจะเป็นวิญญาณมาคอยหลอกหลอนคนในพื้นที่ คนที่ดูแลบ้านหลังนี้กล่าวไว้ว่าก่อนที่ปู่ทวดหมอเทวดาจะเสียชีวิตนั้นได้มีการสั่งเสียลูกหลานเอาไว้ว่าให้เก็บร่างของท่านไว้ในบ้านหลังนี้ไม่ให้เผาร่างของท่าน

ซึ่งหลังจากที่ท่านเสียไปหลายๆก็ทำตามความตั้งใจของท่านคือไม่เผาโดยมีคนดูแลมานอนเฝ้าศพอยู่ทุกวัน ซึ่งความน่ากลัวอยู่ตรงที่ว่าคนที่ดูแลเฝ้าศพปู่ทวดนั้นได้อยู่อาศัยและเฝ้าศพปู่ทวดมายาวนานถึง 30 ปีเขาเล่าว่าในแต่ละวันที่เขาอยู่เฝ้าศพของปู่ทวดนั้นบางคืนเค้าก็จะได้ยินเสียงคนเดินไปมาอยู่บนบ้านบางคืน

ก็จะได้ยินเสียงคนมากวาดใบไม้อยู่บริเวณหน้าบ้าน ซึ่งคนดูแลก็ได้บอกกับคนอื่นว่าถึงแม้ว่าเขาจะได้ยินเสียงแปลกๆเป็นแบบนี้แทบทุกวันแต่เขาก็ไม่เคยกลัวเลยและที่น่าอัศจรรย์มากกว่าการเล่าวิญญาณของผีปู่ทวดนี้ก็คือ ท่านเสียชีวิตตั้งแต่ท่านอายุ 12 ปี นั่นแสดงว่าท่านเป็นหมอเทวดาตั้งแต่เด็กเลย

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sagame77

ประวัติหลวงพ่อคูณ 

            สำหรับหลวงพ่อคูณวัดบ้านไร่นั้นเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่มีผู้คนจากทั่วประเทศให้ความเคารพนับถือกันเป็นจำนวนมากหลวงพ่อคูณนั้นจะมีลูกศิษย์ลูกหามากมายเนื่องจากว่าท่านเป็นพระเถระที่มีคำสั่งสอนที่ไม่เหมือนใคร และหลวงพ่อคูณนั้นจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการที่จะสั่งสอนชาวบ้านให้หันมาทำความดีนับถือในพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นหลักคำสั่งสอนของท่านที่ท่านมักจะพูดกับลูกศิษย์ลูกหาของท่าน

ด้วยคำพูดตรงๆไม่อ้อมค้อมรวมถึงท่านั่งของท่านที่เป็นเอกลักษณ์มากที่สุดก็คือการนั่งยองๆและการใช้ที่จุ่มน้ำมนต์เคาะหัวลูกศิษย์ลูกค้าเพื่อให้ลูกศิษย์ลูกหานั้นจดจำคำสั่งสอนของท่านให้ขึ้นใจรวมถึงหลวงพ่อคูณนั้นยังทำคุณประโยชน์ให้กับสังคมไทยได้มากมายอีกด้วย หลวงพ่อคูณนั้นมักจะมีคำพูดที่เป็นคำพูดไทยแท้แบบโบราณนั่นก็คือคำพูดสมัยพ่อขุนรามคำแหง

แต่ไม่มีใครที่ไม่นิยมสักการะหลวงพ่อคูณเลยถึงแม้ว่าท่านจะพูดไม่ได้สุภาพมากนะแต่ละคำสอนของท่านสามารถนำมาใช้ให้ได้ประโยชน์ขึ้นจริงและอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้หลายคนนั้นรู้จักหลวงพ่อคูณและก็คือเครื่องรางของขลังของหลวงพ่อคูณนั้นเองปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะเป็นเครื่องรางของขลังรุ่นไหนของหลวงพ่อคูณก็ได้ชื่อว่ามีราคาสูงเนื่องจากว่าผู้คนนิยมซื้อไปเก็บไว้เพื่อความเป็นสิริมงคลและป้องกันภยันตรายได้ สำหรับประวัติของหลวงพ่อคูณนั้นก่อนที่หลวงพ่อคูณจะมาบวชเป็นพระได้ใช้ชื่อเดิมว่านายคูณ  ฉัตร์พลกรัง  

สำหรับประวัติการเกิดของหลวงพ่อคูณนั้นท่านเกิดตรงกับวันพฤหัสบดีซึ่งเป็นวันที่ 4 เดือนตุลาคมปี พ.ศ. 2466 ซึ่งหลวงพ่อคูณนั้นเกิดที่วัดบ้านไร่จังหวัดนครราชสีมาและหลวงพ่อคูณก็เป็นลูกคนโตของพ่อแม่  ซึงครอบครัวของหลวงพ่อคุูณนั้น มีฐานะยากจน ซึ่งก่อนที่หลวงพ่อคูณจะเกิดนั้นแม่ของหลวงพ่อคูณได้ฝันว่ามีเทวดาลงมา

อวยพรให้แม่และพ่อของหลวงพ่อคูณนั้นมีแต่ความสุขตลอดไปซึ่งเทวดาได้บอกว่าพ่อกับแม่ของหลวงพ่อคูณนั้นได้ทำคุณงามความดีมาแล้วหลายภพหลายชาติดังนั้นเทวดาจึงได้มาอวยพรให้ก่อนที่แม่ของหลวงพ่อคูณ ซึ่งเทวดาองค์นั้นยังได้มีการมอบแก้ววิเศษมาให้กับแม่ของหลวงพ่อพูนซึ่งหลังจากที่ฝันได้ไม่กี่วันแม่ของหลวงพ่อคูณก็ได้ตั้งท้องหลวงพ่อคูณมา

สำหรับหลวงพ่อคูณนั้นได้รู้จักกับทางธรรมตั้งแต่อายุประมาณ 6-7 ขวบเท่านั้นเองโดยท่านศึกษาเล่าเรียนกับพระอาจารย์ที่วัดจนทำให้ท่านรู้สึกสนใจในเรื่องของทางธรรมนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  โดยท่านเรียนทั้งทางธรรมและทาง ไสยศาสตร์ และนับตั้งแต่อายุ 21 ปีต้นมาหลวงพ่อคูณก็ได้มีการบวชเป็นพระและไม่เคยสึกมาอีกเลยและท่านก็อาศัยอยู่ที่วัดบ้านไร่มาโดยตลอดเนื่องจากเป็นวัดที่เป็นบ้านเกิดของท่านเอง

 

ขอบคุณ  sagame เอเชีย  ที่ให้การสนับสนุน

ฉลามยักษ์ดำดำบรรพ์เมกาโลดอนมันยังไม่สูญพันธุ์ไปจริงหรือเปล่า?

สำหรับเรื่องนี้จากที่เราได้ไปหามามันก็มีทั้งมุมคนที่เขาได้บอกว่ามันสูญพันธุ์ไปแล้วมันไม่มีตัวตนจริงๆบนโลกนี้หลอกมันเป็นเพียงข่าวปรัมปราและกับอีกมุมหนึ่งมันก็ยังได้มีคนเชื่อกันว่า เมกาโลดอน

หรือ ฉลามยักษ์ล้านปีมันน่าจะยังมีชีวิตอยู่เพราะด้วยมันอาจจะมีหลักฐานหลายอย่างที่แบบว่ามีการพบเจอมีการถ่ายคลิปเอาไว้ได้หรือมีเรื่องเล่าต่อๆกันมันก็ยังได้มีมาอยู่เรื่อยๆสำหรับเรื่องนี้หากเราลลองเจาะให้มันลึกลงไปมันก็อาจจะเป็นไปได้วว่าเมกาโลดอนมันอาจจะยังมีตัวตนอยู่จริงๆบนโลกใบนี้

 ว่ากันว่าในยุคปัจจุบันที่เรานั้นได้อาศัยอยู่กันในปัจจุนี้มันยังมีสิ่งมีชีวิตที่เขายืนยันแล้วว่าสูญพันธุ์ไปแล้วได้อาศัยอยู่และสิ่งที่มีชีวิตเหล่านั้นถูกยืนยันได้จากการพบเจอจากการบอกเล่าบอกต่อมีการถ่ายรูปภาพและคลิปวีดีโอยืนยันเอาไว้แต่การค้นพบเหล่านั้นมันก็ได้มีการถกเถียงกันอยู่ตลอดเวลาว่ามันเป็นของจริงหรือว่ามันเป็นของปลอมหรือว่ามันเป็นของที่มันได้ถูกแต่งขึ้นมา

และได้มีการตรวจสอบกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสัตว์เหล่านี้มันจะมีอยู่เพียงแค่ไม่กี่สายพันธุ์ที่ถูกค้นพบและวิจัยกันมาตั้งแต่อดีตจนมาถึงในปัจจุบันและหนึ่งในสายพันธุ์นั้นที่เราได้มีการพูดถึงกันมากที่สุดก็คือเจ้าปลาฉลามยักษ์ในยุคดึกดําบรรพ์หรือMegalodonนั่นเอง ซึ่งMegalodonที่เราได้พูดถึงกันตรงนี้มันได้เป็นสิ่งที่มีชีวิตขนาดใหญ่ที่ว่ากันว่ามันได้สูญพันธุ์ไปแล้วประมาณ23-2.6ล้านปีก่อนหรือก่อนยุคไมโอซีนตอนนั้นเลยโดยลักษณะของMegalodonที่เราจะพูดถึงตรงนี้

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เขาได้มีการสันนิษฐานกันว่าMegalodonมันน่าจะมีรูปร่างน่าตาคล้ายกันกับเจ้าปลาฉลามขาวในยุคปัจจุบันของเราแต่ขนาดลำตัวของMegalodonนั้นมันจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าพวกปลาฉลามประมาณหลายสิบเท่าตัวว่ากันว่ามันน่าจะมีขนาดใหญ่มากที่สุดประมาณ60ฟุตหรือ 20-22เมตรกันเลยทีเดียว

ซึ่งตรงจุดนี้เราต้องขอบอกก่อนเลยว่ามันเป็นเพียงการคาดเดาเอาเท่านั้นเพราะจากข้อมูลที่เรานั้นได้ไปหามาได้นั้นเขายังได้บอกอีกว่าหลักฐานในการค้นพบMegalodonหรือเจ้าปลาฉลามยักษ์ในยุคดึกดำบรรพ์มันมีค่อนข้างที่จะน้อยมากเพราะมันได้มีหลักฐนเพียงแค่ไม่กี่ชิ้นและส่วนใหญ่หลักฐานเหล่านั้นมันจะไม่มีความสมบูรณ์สักหลักฐานเลย

 

สนับสนุนโดย  bk8

สถานที่น่าดึงดูดคู่บ้านคู่เมืองของไทยเรา

สำหรับคนต่างประเทศนั้นต้องการมาท่องเที่ยวเมืองไทยส่วนคนประเทศไทยนั้นก็ต้องการจะไปที่ต่างประเทศพวกเราไปดูกันว่าเมืองไทยนั้นมีสถานที่อะไรที่หน้าท่องเที่ยวกันบ้างแล้วทำใมคนต่างชาตินั้นชอบมาท่องเที่ยวกันที่เมืองไทยแล้วสำหรับเรานั้นเคยท่องเที่ยวตรงนั้นบ้างหรือยังพวกเราไปดุสิว่ามีที่แห่งใดบ้างแล้วอะไรที่ทำให้ชาวต่างประเทศนั้นถูกใจมาท่องเที่ยวประเทศ

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพ

แน่ๆค่ะเป็นวัดอันดับที่หนึ่งๆที่คนต่างประเทศนั้นชอบมาเนื่องจากวัดสวยมากมายรวมทั้งเป็นที่คนประเทศไทยชอบมากราบไหว้และจากนั้นก็มาถ่ายภาพกันเพราะเหตุว่าเป็นสถานที่งามรวมทั้งเป็นอันดับหนึ่งของคนคนต่างชาตินั้นชอบมาท่องเที่ยวเคารพบูชากันเป็นอย่างมาก

วัดพระศรีรัตนสาสดาราม รวมทั้งพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพ ( วัดพระแก้ว )

เป็นวัดที่คนอีกหลายๆคนหรือชาวไทยทุกคนนั้นต้องการไปเนื่องจากเป็นวัดที่ประจำเมืองของชาวไทยเลยก็ว่าได้แล้วเป็นวัดที่เหลืองอาร่ามสีเหลืองทองคำสวยสดงดงามมากเป็นวัดที่ที่คนประเทศอื่นมาจะต้องมาที่วัดนี้ เนื่องจากว่าพวกเราพูดว่าวัดไทยนั้นสวยและจากนั้นก็เป็นสถานที่สำหรับท่องเที่ยวของชาวไทยอีกที่หนึ่งด้วยเพราะว่าจะต้องไปเก็บการถ่ายภาพที่สวย ของข้างในวัด ซึ่งวัดพระแก้วนั้นมีขณะที่เข้าออกการไปท่องเที่ยวดูหรือบูชานั้นพวกเราจะต้องแต่งตัวที่สุภาพมีมารยาทส่วนชาวต่างประเทศที่เข้ามาท่องเที่ยวนั้นเข้าชมฟรี

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพ (วัดโพธิ์ )

เป็นวัดที่ยอดนิยมและก็ตั้งอยู่บริเวณกับพระบรมราชวังเฉพาะพระมหาเจดีย์สี่รัชกาลซึ่งเป็นพระมหาเจดีย์ประจำพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวและก็พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นวัดที่สวยสดงดงามเป็นเหล่าที่นักเดินทางนั้นจะต้องไปเก็บภาพที่สวยๆเอาเก็บไว้เป็นความชื่นชอบอย่างหนึ่งของชาวไทย

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร กรุงเทพ

เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมสวยสดงดงาม ทั้งยังพระอุโบสถ ศาลาสี่สมเด็จ พระที่นั่งทรงธรรมหอระฆังบวรวงศ์ พระที่นั่งผนวช อื่นๆอีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระอุโบสถซึ่งมีศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ช่วงต้น หลังคาซ้อนกัน ๕ ชั้นมุงกระเบื้องกาบูสีเหลืองลักษณะเป็นกาบโค้ง แต่งแต้มด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ลงรักปิดทองตัวตึกก็ประดับโดยการใช้หินอ่อนงดงาม เป็นสถานที่ถ่ายภาพสวยๆของจังหวัดกรุงเทพมหานครอีกหนึ่งแห่งเป็นวัดที่เหล่าคนที่ชอบมาถ่ายภาพนั้นจะต้องเก็บภาพเอาไว้ทางวัดนี้ได้เปิดให้เข้าตั้งแต่ แปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น ไม่เสียค่าผ่านประตูแต่จำต้องแต่งตัวที่สุภาพอ่อนโยน เหมาะสม

เห็นไหมจ้ะว่าเมืองไทยนั้นมีอะไรที่ชาวต่างประเทศเขาไม่มีแล้วมีความสวยสดงดงามที่คนต่างประเทศนั้นจะต้องมาท่องเที่ยวแล้วชาวไทยที่พวกเราเป็นเจ้าบ้านนั้นได้เคยท่องเที่ยวกันหรือยังวัดที่สวยสดงดงามเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สูตร บาคาร่า bk8

ประเทศที่ประสบความสำเร็จ

ประเทศที่ประสบความสำเร็จได้เร็วและมีประชากรหลั่งไหลเข้าไปทำงานมากที่สุด

จะเกิดขึ้นเมื่อประเทศยูเออีได้ลากภูเขาน้ำแข็งมาสู่ตะวันออกกลางและนี่คือประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อคุณนั้นได้นึกถึงประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สิ่งแรงที่คุณคิดบางทีคุณอาจจะต้องนึกถึงตึกสูงอย่างตึกBURJKHALIFAที่ตั้งอยู่ในดูไบมันได้มีความสูงมาถึง828เมตร

หมู่เกาะต้นปาล์มโครงการก่อสร้างจำลองในดูไบที่ตั้งใจสร้างให้เกาะมีลักษณะที่เป็นรูปต้นปาล์มอีกทั้งยังได้มีทรายจำนวนปริมาณมากที่ได้มาพร้อมกับอุณหภูมิที่ร้อนแรงและแน่นอนว่าคุณคงไม่คิดที่จะเจอกับก้อนภูเขาน้ำแข็งที่ดินแดนตะวันออกกลางแห่งนี้แต่ใครจะเชื่อว่าได้มีผู้ชายอยู่คนหนึ่งซึ่งได้กำลังวางแผนที่สามารถเปลี่ยนสิ่งที่หลายคนไม่คาดคิดให้มันกลายเป็นเรื่องจริง

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้เป็นประเทศที่ได้ประสบความสำเร็จได้อย่างมหาสารขณะเศรษฐกิจของประเทศสหรัญอาหรับเอมิเรตส์ในทุกวันนี้ได้มีขนาดที่ใหญ่กว่าเมื่อ40ปีที่แล้วถึง9เท่าด้วยกันถึงขนาดที่เรียกได้ว่ามีขนาดที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่4ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกกลางแซงหน้าประเทศอื่นที่มีจำนวนประชากรที่มากกว่าอย่างมีนายะที่สำคัญอย่างเช่นประเทศอิรักและประเทศอียิปต์เพราะการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจที่ก้าวกระโดดแบบนี้นี่เอง

จึงทำให้มีแรงงานจากต่างประเทศได้อพยพเข้ามาทำงานในประเทศนี้มากมายมหาสาร ในปี1975 ประเทศที่ได้อยู่กลางทะเลทรายอย่างประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้มีประชากรภายในประเทศแค่เพียง550,800คนแต่40ปีให้หลังในปี2018จำนวนประชากรที่ได้อาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้พุ่งสูงถึง9.5ล้านคน

ซึ่งได้มีจำนวนประชากรที่ได้พุ่งสูงถึง16เท่าเมื่อได้เท่ากับจำนวนประชากร ในปี1975 ซึ่งสาเหตุที่ทำให้จำนวนประชากรที่ได้อาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้สูงขึ้นขนาดนี้ก็เป็นเพราะการย้ายถิ่นของชาวต่างชาติได้เข้ามาทำงานภายในประเทศนั่นเองคุณเชื่อหรือไม่ว่าในทุกวันนี้จำนวนสัดส่วนประชากรที่เป็นพลเมืองชาวอาหรับเอมิเรตส์อย่างแท้จริงนั้น

มีแค่เพียง11.5%จากจำนวนประชากรที่ได้อาศัยอยู่ในประเทศนี้เท่านั้นส่วนที่เหลืออีก88.5%นั้นเป็นจำนวนประชากรที่ได้เป็นคนชาวต่างชาติที่ไม่ได้ถือสัญชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และนั้นก็ได้ทำให้ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้มีอัตราการเกิดของชาวต่างชาติได้มีอัตราที่สูงมากที่สุดในโลกการหลั่งไหลของแรงงาน

ซึ่งได้มีค่าจ้างราคาถูกจำนวนมากได้เข้ามาในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ทำให้มีการเกิดปัญหาการแยกชิงทรัพยากรภายในประเทศที่สำคัญนั่นก็คือน้ำในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ตั้งอยู่กลางทะเลทรายทำให้อากาศโดยทั่วไปร้อนและแห้งแร้ง

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  bk8 mobile

ไปเที่ยวถ้ำเขากอบจังหวัดตรังกันเถอะ

ถ้ำเขากอบเป็นสถานที่เที่ยวที่สำคัญ ของจังหวัดตรังอีกที่หนึ่งเลย เนื่องจากว่ามีนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวดูกันอยู่ต่อเนื่อง ข้างในถ้ำยังมีหินงอกหินย้อยให้ดูแล้วก็มีหลายถ้ำอยู่ในนั้น ตัวอย่างเช่นถ้ำคนธรรพ์ ถ้ำรากไทร รวมทั้งถ้ำเจ้าสาวที่มีการก่อตัวของหินที่มีความสวยงามมากจำเป็นต้องเข้าไปด้วยตาตนเอง

รวมทั้งช่วงสุดท้ายของตัวถ้ำไม่สามารถที่จะเดินดูเองได้จะต้องนอนราบไปบนเรือรวมทั้งเป็นที่น่าตื่นเต้นแก่นักท่องเที่ยวที่ได้มามากมาย รวมทั้งถ้ำเขากอบนั้นยังมีเรื่องมีราวเล่าต่อๆกันมาจนถึงทุกวันนี้

ประวัติถ้ำเขากอบ มีดังต่อไปนี้

นานมาแล้วได้มีท้าวภุชงค์ราชาที่นาคราชได้มีบุตร ชื่อพญากอบ เป็นคนที่มีความรู้และความเข้าใจรอบด้านแล้วก็เก่งในทุกๆด้าน รวมทั้งเป็นที่เกรงขาม เนื่องจากว่ามีร่างกายที่ใหญ่มโหฬาร ดวงตาแดงสุกส่องแสงมีเกล็ดสีขาวแล้วก็มีร่างกายยาวเป็นโยชน์

จากนั้นเมื่อได้โตเป็นชายหนุ่มก็เดินทางออกไปจากที่ต่างๆจนได้ไปพบรักกับนางศรีขัน นางศรีขันเป็นบุตรของยักษ์หูแกง แล้วก็ได้หนีบิดาของนางมาอยู่กับพญากอบ และก็ทั้งคู่ก็เลยตกลงที่จะอยู่ร่วมกัน และไม่นานักศรีขันก็เลยได้ตั้งท้องพญากอบก็เลยได้หาที่อยู่ที่ดีให้แก่ภรรยารวมทั้งลูกที่กำลังจะเกิดมา แล้วก็ได้มาพบถ้ำเขากอบ

ในตอนนี้ แล้วก็พญากอบก็ได้ใช้อำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่เผาผลาญ รวมทั้งเจาะหินให้กำเนิดเป็นถ้ำที่มีน้ำไหลผ่านขึ้นมา ด้านในถ้ำเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตมีทั้งยังหินงอกหินย้อย สวยดังมรกตรวมทั้งมีเพชรนิลจินดาจำนวนมากและก็สัตว์นาๆจำพวกเข้ามาอาศัย เมื่อได้หาที่พักให้แก่นางศรีขันไว้รอคอยออกลูกได้แล้วทั้งคู่ก็ได้สัญญาว่าจะรักกันตลอดกาล

และไม่นานักบิดาของนางศรีขันได้ออกตามหา กระทั่งพบนางศรีขันซึ่งอยู่กับพญากอบในถ้ำ ก็เลยเกิดความโกรธได้พ่นไฟใส่พญากอบ แต่ว่าพญากอบหลบได้ก็เลยเกิดเป็นเขาหัวแตกขึ้นมา ส่วนนางศรีขันตกใจสำหรับในการต่อสู้ของผู้เป็นบิดากับสามีก็เลยหนีออกไปรอคอยสามีที่หน้าผา ก็เลยเรียกผานั้นว่าผานางคอยแล้วก็นางศรีขันก็ได้ออกลูกออกมาเยอะมากๆถึงแปดหมื่นตัว รวมทั้งเมื่อใดถึงเวลาที่ครอบครัวมาพร้อมหน้าพร้อมตากันถ้ำก็จะเรืองรองไปด้วยแสงสว่างของอัญมณี ผู้คนที่อยู่รอบๆนั้นก็จะเป็นสุข

ถ้ำเขากอบเป็นสถานที่เที่ยวของจังหวัดตรัง จะมีท่าเรือไว้บริการนักเดินทางแล้วก็อำนวยความสะดวกไม่เป็นอันตรายเมื่อได้มาดูถ้ำเลเขากอบของจังหวัดตรัง และก็ยังมีสถานที่เที่ยวอีกเพียบเลยที่น่าดึงดูดในจังหวัดตรัง

 

สนับสนุนโดย  เว็บ rb88

สังคมไทยจากสังคมที่มีแต่ความเมตตาอารีกลายมาเป็นสังคมที่ใช้แต่ความรุนแรง

            ในสมัยก่อนนั้นเรามักจะได้ยินคนต่างประเทศเรียกเราว่าสยามเมืองยิ้มและคนไทยนั้นมีจิตใจที่โอบอ้อมอารีดังก็เพราะว่าทุกครั้งที่เราเจอหน้าใครแม้แต่ว่าเราจะรู้จักหรือไม่รู้จักก็ตามเรามักจะยิ้มแย้มแจ่มใสให้กันอยู่เสมอในขณะเดียวกันหากเราเห็นใครที่เดือดร้อนและเราสามารถช่วยเหลือได้หลายๆคนก็มักจะยื่นมือไปช่วยเหลือทั้งๆที่อาจจะไม่เคยรู้จักกันเลยก็ตามแต่ในปัจจุบันนี้สังคมไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากสังคมที่ มีความเมตตาอารีตอนนี้นั้นกลายเป็นสังคมที่มีแต่ความใช้ความรุนแรง

ดังที่เรามักจะเห็นได้จากข่าวที่เราเห็นกันทุกวันนี้ซึ่งมักจะมีข่าวการทำร้ายร่างกายกันอยู่ทุกวันไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกายจากพ่อแม่ทำร้ายร่างกายรูปหรือจากที่ลูกทำร้ายร่างกายพ่อแม่หรือแม้แต่สามีภรรยาทำร้ายร่างกายกันเองซึ่งบางครั้งคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็ยังทำร้ายร่างกายกันจนถึงแก่ความตายก็มีนี่คือสังคมในยุคปัจจุบันที่เรากำลังเผชิญอยู่การที่อยู่บนท้องถนนแล้วขับรถปาดหน้ากันก็สามารถก่อเหตุฆ่ากันตายได้การที่สามีภรรยาอยู่ด้วยกัน

ทุกวันก็ยังสามารถนอกใจและก่อเหตุฆ่ากันตายได้เพียงเพราะความหึงหวงซึ่งบางครั้งความหึงหวงนั้นอาจจะเป็นเรื่องจริงหรือแม้แต่เป็นเรื่องที่มโนขึ้นมาเองก็แล้วแต่แต่ทุกคนแทบจะไม่ต้องการหาคำตอบว่าเรื่องจริงมันเป็นอย่างไรเพียงแค่คิดว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะไปคบคนใหม่ก็สามารถที่จะฆ่าคนที่ตนเองรักได้ลงคอนี่คือความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่กำลังเป็นอยู่มีหลายข่าวที่เรามักจะเห็นข่าวคู่สามีภรรยาที่คบหากันมานานอยู่ด้วยกันก็เกิดทะเลาะเบาะแว้งกัน

แต่เมื่อเลิกรากันไปแล้วฝ่ายชายอยากจะกลับมาคืนดีกับฝ่ายหญิงและฝ่ายหญิงไม่ยอมคืนดีด้วยก็ใช้ความรุนแรงด้วยการใช้ปืนมายิงให้เสียชีวิตหรือแม้แต่ใช้น้ำกรดมาสาดให้เกิดความเสียโฉมซึ่งการสาดน้ำกรดใส่กันนั้นไม่ใช่ว่าจะเป็นแค่เรื่องเสียโฉมแล้วไม่สามารถไปพบเจอกับชายคนอื่นไปเท่านั้นแต่ชีวิตของคนที่โดนสาดน้ำกรดนั้นพังทลายลงทั้งชีวิต

และสภาพร่างกายของพวกเขานั้นจะไม่สามารถออกมาเผชิญกับโลกภายนอกได้เลยเนื่องจากว่ารูปร่างหน้าตาของเขาจะถูกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงกลายเป็นจากคนที่มีความสวยความน่ารักกลับกลายเป็นคนที่มีแต่คนรังเกียจเพราะรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปจากเดิมดังนั้นเราควรจะเปลี่ยนค่านิยมของคนในสังคมไทย

ให้หันกลับมาเป็นคนไทยที่มีความจิตใจดีมีเมตตากรุณาเหมือนเดิมควรใช้หลักธรรมะเข้ามายึดเหนี่ยวจิตใจซึ่งถ้าหากใครเลิกรากันไปแล้วก็ควรที่จะคิดเสียว่าทำบุญด้วยกันมาเพียงเท่านี้ตามหลักของทางพระพุทธศาสนาแต่ไม่ว่าอย่างไรการที่จะโน้มน้าวคนให้หันกลับมากลายเป็นคนที่มีจิตใจเมตตาในยุคสมัยนี้นั้นค่อนข้างเป็นไปได้ยากมากเพราะเมื่อสังคมมีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีมากขึ้นจิตใจของคนก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้าrb88