ตำนานยักษ์ยกเสาโทลเวย์

ดินแดนสยามถูกก่อสร้างมาพร้อมกับความเชื่ออะไรต่างๆมากมายตั้งแต่ชื่อเมืองชื่อสถานที่ที่จะแฝงไปด้วยตำนานเรื่องลี้ลับต่างๆในบางเรื่องก็น่ากลัวนั่นเองมันก็ไม่ใช่แค่ยุคโบราณ

กรุงเทพที่นับว่าเป็นเมืองหลวงทันสมัยมากที่สุดของเมืองไทยก็ยังไม่พนกับเรื่องราวความเชื่ออะไรแบบนี้เรามีเรื่องราวปริศนาต่างๆที่ได้ซ้อนอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้กันถึงแม้คนที่โตมากับเมืองนี้ผ่านสถานที่บางแห่งมาทุกวันกลับไม่รู้เลยว่ามีเรื่องลี้ลับฝังอยู่ที่นั่นจะมีอะไรบ้างมาอ่านกันเลย

ซึ่งถ้าหากใครที่นั่งรถหรือว่าขับรถผ่านถนนวิภาวดีรังสิตไหมก็จะต้องขับผ่านเสาต่างๆที่คอยค้ำโทลเวย์อยู่มากมายและถ้าเราลองสังเกตดูให้ดีๆมันมีเสาอยู่สองต้นที่มันจะมีความพิเศษไปมากกว่าเสาต้นอื่นๆอยู่และที่เป็นด้านปลายเสาจะมีรูปยักษ์เหมือนกำลังยืนแบกเสาอยู่มันก็ไม่น่าแปลกถ้าหากว่าเสามันได้สร้างขึ้นมาเหมือนกันหมดทุกต้นแต่ทำไมมันถึงได้มีเพียงแค่บางต้นเท่านั้นที่ได้สร้างให้เป็นรูปยักษ์

เนื่องจากเรื่องนี้มันได้มีที่มามันเป็นตำนานเมืองที่เกี่ยวกับอาถรรพ์ที่สร้างโทลเวย์นี้มันเริ่มต้นจากที่ถนนวิภาวดีก็เป็นหนึ่งถนนที่ขึ้นชื่อว่ารถติดแต่ว่าถนนเส้นนี้เองก็จะมีเส้นลาดพร้าวมันตัดกันมันวิ่งรถกันไม่ถูกกันเลยทีเดียวมันก็จะทำให้มันยิ่งติดเขาไปอีก

นอกจากนี้เขาก็เลยมีโครงการที่จะสร้างถนนให้มันลอยให้ขึ้นไปอยู่บนฟ้าเพื่อเป็นการลดการติดขัดของจารจรแต่ด้วยความที่ว่าสะพานมันเยอะก็เลยจะต้องสร้างให้มันทับกันไปมาจนกระทั่งได้มาถึงสะพานโทลเวย์นี้ตอนแรกที่พวกเขาเริ่มสร้างมันไม่มีอะไรผิดไปแต่ได้สร้างมาถึงตัวแยกลาดพร้าวที่จะต้องยกตัวสะพานให้สูงขึ้นไปอีกเพื่อที่จะข้ามสะพานต่างๆที่อยู่ด้านล่าง

โดยมันดูเหมือนกับว่าจะมีเรื่องอะไรที่มันดูแปลกๆเกิดขึ้นไม่ว่าจะสร้างสะพานยังไงก็ตามยกเสายังไงก็ตามมันก็ล่นลงมาตลอดว่ากันว่ามันได้ทำให้เกิดอุบัติเหตุอยู่หลายครั้งมากเช่นชิ้นส่วนของสิ่งก่อสร้างต่างๆล่นลงมาทับคนที่อยู่ด้านล่าง

ดังนั้นเมื่อสถาปนิกได้หมดปัญญาก็เลยจะต้องหันไปพึ่งคุณไสยแทนพวกซินแสต่างๆนานาก็มาดูกันก็เลยบอกว่าคนมันยกเสาไม่ขึ้นก็ให้ยักษ์ยกสิยักษ์แรงเยอะ

นอกจากนี้ทางทีมงานก็เลยให้จัดสร้างรูปสลักยักษ์ขึ้นมาเพื่อที่จะใช้อำนาจที่มองไม่เห็นในการแบกเสาจากนั้นก็เหลือเชื่อพอเอารูปสลักไปติดเสาโทลเวย์ก็สามารถที่จะยกขึ้นได้อย่างง่ายด้านแล้วก็ไม่พังลงมาอีกเลย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เล่นบาคาร่าออนไลน์ฟรีได้เงินจริง

โรงหนังร้าง จ.สระบุรี

วันนี้เราจะมาพูดถึงสถานที่แห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรีซึ่งสถานที่แห่งนี้ได้ถูกปล่อยให้รกร้างมาเป็นเวลานานมากแล้ว

ซึ่งสถานที่แห่งนี้ถ้าหากไม่ใช่คนในพื้นที่แล้วจะไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่ามีเรื่องเล่าตำนานสุดหลอนมากเลยในส่วนของสถานที่แห่งนี้ที่เราจะเล่าให้ฟังดังต่อไปนี้นั่นก็คือตำนานโรงหนังผีสิงพุทธรามา อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี สถานที่แห่งนี้มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามแต่ถูกปล่อยให้รกร้างอยู่กลางชุมชนชาวบ้านหลายคนที่ผ่านไปผ่านมาในสถานที่แห่งนี้มักจะไม่สังเกตเห็นว่านี่มันคืออะไร

เพราะเนื่องจากว่าภายนอกถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้มันจึงได้ทำให้สถานที่แห่งนี้เหมือนกับว่ามันจะรกร้างถ้าได้เห็นในช่วงตอนกลางวันจะไม่ค่อยเท่าไหร่แต่ถ้าได้มาช่วงตอนกลางคืนแล้วขอบอกได้เลยว่าที่แห่งนี้ได้เป็นอีกสถานที่สถานที่หนึ่งที่วัยรุ่นมักจะชอบเข้ามาลองของกันอยู่เป็นประจำเดี๋ยวเราจะมาดูกันว่าความหลอนของสถานที่แห่งนี้จะหลอนแค่ไหนต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วย

เพราะเนื่องจากว่าเรื่องเล่าในบางเรื่องมันเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าสืบต่อกันมาไม่สามารถที่จะหาหลักฐานที่ชัดเจนได้แต่ทว่าในบางเรื่องก็มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าสิ่งนี้มันเคยเกิดขึ้นจริงๆมาก่อน

สำหรับโรงหนังพุทธรามาหรือชื่อเดิมคือพุทธบูชาตั้งอยู่ใน อ.พระบาทน้ำพุ จ.สระบุรีจากข้อมูลสถานที่แห่งนี้ได้ก่อตั้งมาเมื่อปี พ.ศ.2500แล้วก็ได้เลิกกิจการไปเกือบจะ30กว่าปีแล้วท่ามกลางเสียงที่ล้ำลือว่าเหตุใดถึงต้องยกเลิกกิจการทั้งๆที่ในอดีตที่โรงหนังแห่งนี้ถือว่าได้รับความนิยมจากชาวบ้านในระแวกนั้นเลยเพราะในสถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็นโรงหนังที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นแล้วแต่อยู่ๆได้ปิดกิจการลงโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ

นอกจากนี้โรงหนังแห่งนี้ยังเป็นโรงหนังแบบภาคสดอยู่ในอดีตโรงหนังแบบภาคสดถือว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทุกคนพอจะนึกออกว่ามันเป็นยังไง

ในอดีตโรงหนังต่างๆจะใช้วิธีการเสียงสดเอาในแต่ละเรื่องจะไม่มีการเปิดภาพพร้อมกับเสียเหมือนกับในยุคปัจจุบันแต่จะเป็นการภาคเสียงสดของละครเรื่องนั้นหรือหนังเรื่องนั่นๆ

โรงหนังแห่งนี้เป็นโรงหนังที่ใหญ่หนึ่งโรงได้มีที่นั่งเรียงกันประมาณ30ถึง40แถวรองนึกภาพตามแถวที่นั่งในโรงหนังประมาณ30ถึง40แถวมันจะเป็นโรงหนังที่ใหญ่ขนาดไหนสมัยที่โรงหนังแห่งนี้เริ่มกิจการ

สำหรับคนที่ได้มาดูหนังรอบดึกมักจะเจอเรื่องราวแปลกๆในช่วงกลางวันเวลาปกติก็จะไม่ค่อยมีใครเจออะไรหรอกแต่จะไปเจอเรื่องหลอนๆในรอบดึกหลายครั้งที่คนไปดูหนังรอบดึกมักจะเจอวิญญาณของหญิงสาวที่ไม่มีใบหน้า

 

 

สนับสนุนโดย  สูตรหวยยี่กี lottovip 2ตัว

ตำนานขงเบ้งใครเป็นอาจารย์ของขงเบ้ง

สำหรับเราคิดว่าใครที่อ่านวรรณกรรมสามก๊กหรือว่าไม่เคยอ่านวรรณกรรมสามก๊กชื่อของ ชงเบ้ง นั้นก็คงจะไปปรากฏอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน

ซึ่งประสบการณ์ของใครหลายคนที่มีต่อคำว่าขงเบ้งนั้นก็คงจะแตกต่างกันออกไปบางคนเคยได้ยินคำว่าขงเบ้นจากการเมืองบางคนได้ยินคำว่าขงเบ้งจากภาพยนตร์บางคนได้เห็นว่าขงเบ้งมาจากหนังสือแต่ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตามขงเป็นนั้นถือว่าเป็น ปราชญ์ ผู้หนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศจีนที่ได้ขึ้นชื่อว่า จอมปราชญ์แห่งยุคคนหนึ่งเลยทีเดียว

โดยในประเทศไทยได้หยิบยกเอาคำว่า ขงเบ้ง มาเปรียบเปรยกับผู้ที่มีความรู้มีความสามารถมีความฉลาดในเรื่องของการวางแผนยิ่งกว่าเหนือเมฆเสียอีก

ดังนั้นในหัวข้อที่เราจะมาพูดกันหัวข้อที่ใครหลายคนก็จะมีอยู่ในใจว่าใครเหนือชั้นกว่า ขงเบ้ง ก่อนที่เราจะไปพูดว่าใครอยู่เหนือชั้นกว่า ขงเบ้ง เราควรมาทำความรู้จักกับ ขงเบ้ง เล็กน้อยเพราะว่าบางคนที่จะพึ่งเข้ามาชมก็ยังไม่ค่อยรู้จัดกันเท่าไหร่เราขอปูพื้นเพียงเล็กน้อยว่า ขงเบ้ง นั้นคือใครแบบสั้นๆย่อๆ

ซึ่ง ขงเบ้ง ถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีความปราดเปรื่องมีความฉลาดเป็นนักคิดนักวิเคาระห์นักนวัฒกรรมและที่สำคัญ ขงเบ้ง นั้นไม่ใช่นักวิชาการที่เก่งแต่ในตำราแต่เขายังมีความกล้าได้กล้าเสียกล้าเสี่ยงและยังได้เป็นนักปฏิบัติตัวยงกันเลยทีเดียว

การปรากฏตัวในครั้งแรกของ ขงเบ้ง ในวรรณกรรมของสามก๊กนั้นได้เกิดขึ้นเมื่อเล่าปี่นั้นได้พูดคุยกับสุมาเต๊อะชูและสุมาเต๊อะชูได้ชื่อว่าเป็นซินแสแว่นน้ำแล้วก็ได้เป็นอาจารย์ของ ขงเบ้ง สุมาเต๊อะชูได้พูดกับเล่าปี่ว่าเล่าปี่นั้นไม่สามารถที่จะตั้งตัวได้

ซึ่งในขณะนั้นเราจะต้องเท้าความสักเล็กน้อยว่าโจโฉนั้นได้ตั้งตนเป็นใหญ่แล้วซุนเซ็กตั้งตัวเป็นใหญ่แล้วแต่ทว่าเล่าปี่ยังไปไม่ถึงไหนเรียกได้ว่าเป็นม้าอยู่นอกสายตาเป็นดาวรุ่งมานานแต่ไม่สามารถที่จะขึ้นไปอยู่ค้างฟ้าเหมือนคนอื่นได้ยังไม่ติดลมบนยังพยายามหาหนทางที่จะทำให้ตัวเองนั้นมีจุดยืนที่สำคัญแล้วก็เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่

เนื่องจากนี้แล้วหลายต่อหลายคนมีความคาดหวังกับเล่าปี่แต่ว่าเล่าปี่นั้นก็ไม่ได้ทำการสำเร็จสักทีเล่าปี่ก็ได้มีการสนทนาพาทีกับอาจารย์สุมาเต๊อะชูผู้ที่เป็นซินแสแว่นน้ำผู้อย่างรู้มากมายกันเลยทีเดียวสุมาเต๊อะชูก็ได้พูดกับเล่าปี่ไปว่าท่านขุนพลนั้นเป็นคนที่มีบารมีชื่อเสียงที่กว้างไกลมีทหารที่มีความสามารถมีขุนศึกที่เก่งกาจอย่างกวนอู

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เปิดบัญชีคาสิโนขั้นต่ำ100

ประวัติศาสตร์เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้

ซึ่งในช่วงของสงครามโลกได้จบไปแล้วสหรัฐก็ได้ดูแลตรงส่วนที่ได้อยู่ติดทะเลจากนั้นเขาก็ได้เอาความเป็นประชาธิปไตยเข้ามาแต่เมื่อได้ดูแลไปดูแลมาทางเกาหลีก็เดี๋ยวๆและบอกว่าพวกเองจะมาแยกประเทศข้าไม่ได้ถามประชากรที่อยู่ในประเทศกันบ้างหรอ

ด้วยความที่ว่าเกาหลีทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ เขาก็ไม่พอใจกับเรื่องนี้อยู่เหมือนกันก็อยู่ใต้ตีนญี่ปุ่นมากว่า30กว่าปีจะให้ชาติอื่นเข้ามาปกติอะไรอีกเป็นไปไม่ได้ฉันไม่ยอมเขาก็เลยมีการประทวงกันบ้างอะไรบ้างมันก็เลยรุกลามไปจนก่อสงครามกลางเมืองเลยนานไปเข้าก็เลยเอาเกาหลีมารวมเป็นประเทศเดียวกันสะเลยสิแต่ทว่าจะปกครองระบบกันแบบไหนดี

ซึ่งเกาหลีเหนือเกาหลีใต้ก็หันหน้ามามองกันว่าทำไมเราไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลยเอาแบบนี้เรามาเลือกตั้งกันก่อนเลยแล้วกันทั้งสองก็ยินยอมแต่ทว่าการเลือกตั้งในครั้งนั้นมันก็เป็นไปได้ไม่ค่อยสวยงามด้วยความที่ว่าเกาหลีขอทั้งสองฝ่ายเขาก็มีแบ็คอยู่

โดยเกาหลีในส่วนที่อยู่ติดกับประเทศจีนก็มีโซเวียตเป็นแบ็คอยู่โซเวียตยังได้แอบเชียร์ลึกๆว่าเกาหบีจะต้องชนะเราจะได้เอาระบอบคอมมิวนิสต์เข้ามากบกลืนให้หมดเลยทางด้านของสหรัฐก็เชียร์ลึกๆว่าถ้าเลือกเสร็จแล้วจะต้องเป็นประชาธิปไตยและประเด็นก็คือเกาหลีใต้ในตอนนั้นเขาก็มีประชากรเยอะมากกว่าเกาหลีเหนือเสียอีกยังไงสะเกาหลีเหนือก็ต้องแพ้ในการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ผลของการเลือกตั้งในครั้งนี้มันก็เป็นความล้มเหลวมันก็มีแต่เกาหลีใต้ไปเลือกเกาหลีเหนือก็แบบบอยคอร์ดมันก็เลยเกิดความวุ่นวายปวดหัวหลังจากการเลือกตั้ง

ส่วนสหภาพโซเวียตนั้นก็เลยประกาศให้จัดการจัดตั้งให้เกาหลีเหนือให้มีผู้นำที่เป็นของตัวเองเสียเลยก็คือ คิมอิลซุงคุณปู่ของผู้นำ คิม คนปัจจุบันนี้แหละก็ได้เข้ามาปกครองเกาหลีเหนือทางใต้พอเห็นแบบนี้ก็เลยไม่ยอมแต่งตั้งขึ้นมาบ้างก็เลยเริ่มเป็นจุดแบ่งของเกาหลีใต้อย่างชัดเจน

โดยมันได้เกิดมาจากการแทรกแซงของสองมหาอำนาจล้วนๆเลยและในเรื่องของการแทรกแซงแบบนี้มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นมากับทั้งสองเกาหลียังมีชาติอื่นๆของโลกที่ได้โดนแบบนี้ด้วยแบบเบาหูให้ไปเป็นคอมมิวนิสต์เถอะส่วนอีกฝั่งหนึ่งก็ไปเป่าหูให้ไปเป็นประชาธิปไตยเถอะ

เนื่องจากนี้ทั้งสองประเทศที่ได้ชัยชนะสงครามด้วยกันแต่ดันไปมีอุดมการที่ไม่เหมือนกันก็เริ่มที่จะไม่พอใจระหว่างกันขึ้นมาตบกันเลยไหมจะไปตีกันแบบสงครามโลกก็รู้ว่าประเทศของตัวเองจะได้รับความพินาศขนาดไหนถึงแม้จะเป็นฝ่ายที่ชนะก็เถอะแต่ก็ยับไม่ใช่น้อย

 

สนับสนุนโดย  betbb

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของชาวเขมรในช่วงของยุค70

วันที่ไม่น่าอยู่ในประวัติศาสตร์โลกซึ่งเราจะไม่ขอพูดในเรื่องพวกสงครามหรือว่ากาลโลกมรณะเพราะว่าคุณทุกคนต่างก็ได้รับรู้กันมาหมดแล้วเราจะต้องพูดเรื่องราวที่ยังไม่มีใครรู้มาก่อนถ้าพร้อมกันแล้วก็ไปดูกันได้เลย

เหตุการณ์ที่ 1  สำหรับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของชาวเขมรในช่วงของยุค70ก็จะมีเหตุการณ์ที่ดูน่าสลัดใจเกิดขึ้นกลับประเทศเพื่อนบ้านของเรานั้นเองมันก็คือการสังหารผู้คนจำนวนมากในเหตุการของเขมรแดงที่เรียกได้ว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเลยทีเดียวท่าพูดไม่ผิดถึงแม้ว่าในตัวเลขของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นั้นจะไม่ได้มีการจดบันทึกเอาไว้อย่างแน่นอนแต่เขาได้คาดการณ์ว่ามีมากถึงประมาณ3ล้านคนกันเลยทีเดียว

ซึ่งเป็น2ใน3ของประชากรของเขมรของในยุคนั้นที่ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่เสียชีวิตก็จะกลายเป็นศพที่เสียชีวิตที่อยู่ในทุ่งสังหาร

โดยที่ในชื่อหนึ่งที่จะไม่พูดถึงเลยไม่ได้เลยก็คือ พลเอก พลพต ที่เป็นบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ที่จากโลกนี้ไปอย่างไม่ต้องรับโทษใดๆ

นอกจากนี้ในประวัติคร่าวๆของเขานั้นก็ได้เป็นเลขาธิการทั่วไปของพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาที่ได้เริ่มทำงานมาตั้งแต่ในปี1963และก็ได้เป็นนักผู้ปฏิวัติผู้นำเขมรแดง

ซึ่งในรัฐบาลของเขานั้นได้เข้ามาปกครองในกัมพูชานั้นก็ได้มีการเปลี่ยนเหล่าอาชีพของจำนวนประชากรเป็นจำนวนมากให้ไปเป็นชาวไร่ชาวนาทำงานในชนบทบังคับให้ใช้แรงงานเรียกได้ว่าในระดับความโหดเทียบกับในเกาหลีเหนืออะไรประมาณนี้เลยนั้นก็เลยเป็นสาเหตุที่ได้ทำให้ชาวกัมพูชาในยุคนั้นHPกันหมดแล้วก็ได้สิ้นชีพไปเป็นจำนวนมาก

เหตุการณ์ที่ 2  สำหรับเหตุการณ์สังหารหมู่ในนานกิงในส่วนสมัยของสงครามโลกครั้งที่สองเมืองนานกิงก็จะเป็นเมืองหลวงของประเทศจีนในยุคคณะรัฐบาลธนชาติ

ซึ่งในเวลานั้นเองทำให้เกิดเรื่องราวปั่นป่วนขึ้นทำให้ชาวจีนได้มีความรู้สึกว่าซีช้ำจนถึงชีวิตในปัจจุบันนี้ก็คือจะมีเหตุการณ์ที่เหล่าชาวญี่ปุ่นได้บุกเข้ามายึดที่เมืองนานกิงหลังจากนั้นก็ได้ทำการข่มเหงผู้คนกว่า6สัปดาห์

เรียกได้ว่าเป็น6สัปดาห์ที่ว่าเป็นฝันร้านของชาวนานกิงเลยทีเดียวและในช่วงระยะเวลานั้นญี่ปุ่นก็ได้เขาไปปล้นแล้วก็ทำให้HPของชาวจีนได้หมดกันไปเป็นหลอดๆกันเลยและก็ไม่มีการสนใจด้วยว่าเขานั้นจะเป็นทหารที่ไม่มีอาวุธเป็นพลเมืองทั่วไปคนแก่ผู้หญิงหรือว่าเด็กอะไรก็คือโดนหมด

นอกจากนี้ตัวเลขของผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เหล่านี้มันก็ยังไม่เป็นที่แน่นอนเนื่องจากว่าในหลักฐานต่างๆเขาได้ถูกปิดบังแล้วก็หลักฐานบางส่วนก็ได้ถูกทำลายลงไปในแบบที่ไม่ตั้งใจแต่เขาได้คาดการณ์ว่าน่าจะมีการเสียชีวิตราวๆ2-3แสนคนเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  เซ็กซี่ บาคาร่าออนไลน์

การฟื้นฟูของการใช้สีในงานศิลปะคลาสสิก 

ศิลปะคือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนผู้คนใช้ศิลปะในการระบายเรื่องราวต่างๆหรือไม่เธอจะเป็นการจดบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ที่ผู้คนส่วนใหญ่จำเป็นจะต้องมีการเสพศิลปะเพื่อกล่อมเกลาจิตใจหรือว่าทำให้จิตใจมีความผ่อนคลายซึ่งศิลปะแห่งนี้มีการทำหน้าที่ค่อนข้างเยอะในยุคปัจจุบันมีการเปิดสถาบันการศึกษาเกี่ยวกับคณะศิลปะที่เพิ่มมากขึ้นอย่างไรก็ตามนี้จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันศิลปะได้เข้ามามีบทบาทอย่างยิ่งกับการใช้ชีวิตของผู้คน นึกว่าจะเป็นการทำงานหรือไม่ชัดเจนการใช้ชีวิตจึงทำให้มี Museum เกี่ยวกับศิลปะ

รวมถึงมีสถาบันที่จัดแสดงศิลปะเป็นจำนวนมากอย่างไรก็ตามศิลปะหนึ่งที่สำคัญมากที่สุดและคือในยุคของศิลปะคลาสสิก ซึ่งมีบทบาทอย่างมากกับการใช้ชีวิตของผู้คนและเป็นการถ่ายทอดความเชื่อ สิ่งที่คิด หรือว่าทางด้านสังคมของยุคนั้นๆโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันการพัฒนาหรือการปรับเปลี่ยนทางด้านสังคมก็จำเป็นจะต้องมีการจดบันทึกจากศิลปะคือสิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจอย่างยิ่ง

ยกตัวอย่างเช่นภาพเขียนทางด้านศิลปะคลาสสิกอย่าง ความตายของมารต์ เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับทางด้าน สีน้ำมันซึ่งแสดงให้เห็นว่าในรูปมีผู้หญิงนอนตายในอ่างน้ำในมือเขียนจดหมาย และถือพู่กันที่ทำจากขนนก ภาพนี้เป็นภาพที่หญิงสาวอย่างมาราที่ซึ่งเป็นจิตรกรแต่ว่าไม่สามารถเคลื่อนไหวไปไหนได้ ได้ทำการเขียนภาพมากมาย ในอ่างน้ำซึ่งบทสุดท้ายก็คือถูกฆาตกรรม

อย่างไรก็ตามนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ในยุคการปฏิวัติในฝรั่งเศสได้เริ่มมีการฟื้นฟูเกี่ยวกับสีหรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นของกรีกโรมันโบราณ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงมนุษยธรรมหรือแม้แต่จะเป็นการแสดงออกทางด้านการเมืองซึ่งขณะนี้ถูกพัฒนาอย่างสิ้นเชิงในจิตรกรหรือรับเขียนภาพหลายๆคนด้วยทางปฏิบัติเกี่ยวกับการทำงานในสมัยคลาสสิกนี้ได้นำมา

เพื่อขายและผลิตสินค้ามากมายที่มีความจิตรกรรมและการตามหนี้ค่อนข้างเดียวมีความพิถีพิถันในการเลือกสีซึ่งในยุคปัจจุบัน Academy ฟร็องซัวที่ถูกก่อตั้งขึ้นในฝรั่งเศสหรือยุโรป ก็มีผลงานมากมายจะแสดงออกมา การใช้สีของกิจกรรมนี้แสดงให้เห็นถึงความสมจริงมากที่สุดของภาพวาดหรือภาพเขียนต่างๆ 

อย่างไรก็ตามการฟื้นฟูของศิลปะเกี่ยวกับธนาคารพรุ่งนี้ก็ยังมีการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทุกคนต่างมีความต้องการในการใช้ศิลปะในการสื่อสารหรือว่าเป็นการแสดงออกทางด้านความคิดอย่างไรก็ตามนี้จึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันการพัฒนาศิลปะต่างๆที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากกับการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆโดยเฉพาะประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับทางด้านงานศิลปะที่แสดงออกให้เห็นเกี่ยวกับงานภาพเขียนภาพวาดวิวน่าจะเป็น กิจกรรมอื่นๆมากมาย ซึ่งแสดงให้เห็นวัฒนธรรมในการใช้ชีวิตของผู้คนที่มีการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา 

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  โหลดบาคาร่าออนไลน์

การประยุกต์การใช้สีของศิลปะคริสเตียน 

ยุคคริสเตียนเป็นยุคที่ศิลปะกำลังเฟื่องฟูโดยเฉพาะการสร้างสรรค์ของงานโมเสกหรือการแก้กระจก หินสีต่างๆถูกนำมาเรียงให้เป็นงานต่างๆเพื่อแสดงให้เห็นว่าอารยธรรมหรือมีความศรัทธาในพระเจ้าส่วนใหญ่งานศิลปะในประเภทนั้นๆก็จะถูกแสดงให้เห็นว่า ชาวคริสเตียนหรือพวกนอกศาสนาที่ไม่รู้หนังสือก็สามารถสร้างสรรค์งานที่แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาหรือมีอารยธรรมของงานศิลปะนี้ได้

งานสักการะนี้มักจะเป็นเส้นรอบที่มีความชัดเจนด้านข้างมากซึ่งการใช้สีที่โดดเด่นซึ่งแสดงให้เห็นว่าบุคคลสำคัญในคัมภีร์ไบเบิล สามารถแสดงเธอถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะจนข้างเดียวได้งานเรือนแก้วกระจกหรือว่างานเรียงหินแก้วนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในยุคปัจจุบันหากเราลองไปโบสถ์ทางด้านศาสนาคริสต์ต่างๆ ก็จะเห็นงานศิลปหัตถกรรมตอนนี้ได้หลายๆที่ในการแสดงให้เห็นว่าความศรัทธาของผู้คนมีมากขนาดไหนที่ถ่ายทอดมาเป็นงานศิลปะ 

เวลากลางคืนถูกแสงจากตะเกียงไฟหรือแสงจากไฟต่างๆ และแสดงให้เห็นถึงภาพที่มีความชัดเจนข้างเยอะไม่มีความเหมือนจริงหรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของการใช้สีที่ตัดกันอย่างชัดเจนจนมากจนเกินไป ซึ่งการใช้งานต่างๆนี้ถูกสร้างสรรค์อยู่ในหมวดต่างๆเพื่อแสดงให้เห็นถึงลักษณะของศาสนา

ศิลปะต่างๆเป็นศิลปะที่แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาของผู้คนต่างๆที่แสดงความศรัทธาต่อพระเจ้า ซึ่งศิลปะสักการะนี้เขามีการพัฒนาตลอดเวลาให้มีความสร้างสรรค์หรือแม้แต่จะเป็นการสร้างบรรยากาศต่างๆโดยเฉพาะในส่วนของบทและแสดงสินค้าต่างๆ งานโมเสกตอนนี้ได้มีการใช้กันอย่างแพร่หลายเป็นงานจิตรกรรมขนาดชิ้นเล็กๆบนแผ่นไม้หรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของการถ่ายทอดผู้บริจาคเงินให้กับโบสถ์นานๆก็จะมีการพัฒนาให้มีความเหมือนทุกคนนะเต่านี้ อย่างไรก็ตามศิลปะในการใช้สีต่างๆของคริสเตียนก็มีปัญหาตลอดเวลาส่วนใหญ่ครับหากเป็นงานโมเสกเป็นงานใช้แก้ว

สีสันก็จะมีความเข้มหรือมีความชัดเจนเรื่องตังค์เยอะมีเส้นตัดที่ไหนอย่างชัดเจนซึ่งในยุคปัจจุบันก็มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างไรก็ตามการใช้งานโหมดต่างๆเหล่านี้ก็มีการใช้อยู่ตลอดเวลาเพราะผู้กำกับให้ความเลื่อมใสและความศรัทธาโดยเฉพาะในส่วนของศาสนาต่างๆซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างยิ่ง ทำงานศิลปะต่างๆเหล่านี้

ของผู้คนให้ความสนใจในการแสดงความเคารพหรือว่าแสดงให้เห็นว่าความศรัทธาของผู้คนนี้มีค่อนข้างมากก็เท่านี้เองจึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง งานศิลปะที่เข้ามาสู่จิตใจของผู้คนโดยเฉพาะผู้คนที่อยู่ในศาสนาต่างๆที่แสดงให้เห็นว่างานศิลปะไม่มีข้อจำกัดในการพัฒนาไม่เพียงแต่การเขียนภาพจากเรื่องวันนั้นเรายังสามารถพัฒนารูปต่างๆ

ซึ่งสามารถแสดงถึงอารมณ์ทัศนียภาพหรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของการใช้สีต่างๆซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้คนสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนในยุคต่างๆเหล่านี้ งานที่ถูกใช้ในส่วนของสถานที่ต่างๆรวมทั้งยังเป็นการพัฒนารูปแบบงานต่างๆที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดอย่างไรก็ตามโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันการใช้งานในขณะนี้ก็ยังมีการใช้งานอยู่จนถึงในยุคปัจจุบันที่ผู้คนมีการใช้ศิลปะในการกล่อมเกลาจิตใจมนุษย์หรือว่าการใช้สีต่างๆซึ่งแสดงให้เห็นถึงความ ฉูดฉาด 

 

 

สนับสนุนโดย  huaydee

สงครามโลกครั้งที่1เกิดโดยบังเอิญจริงหรือ?

นักวิชาการทางรัฐศาสตร์เขาก็ยังได้ถกเถียงกันอยู่เรื่อยๆว่าสงครามโลกครั้งที่1นั้นได้เป็นสงครามที่เกิดจากความบังเอิญแบบตกตกกระไดพลอยโจนหรือว่ามันเกิดจากความตั้งใจของบางประเทศที่จะทำให้เกิดสงครามบางทฤษฎีีได้บอกว่า การล่าอาณานิคม การแข่งขันสะสมอาวุธ การเป็นพันธมิตรกัน ชาตินิยม 4ข้อที่เราได้กล่าวมานี้แม้ว่าจะไม่มีใครอยากจะให้มันเกิดขึ้นและนักวิชาการบางสายเขาก็จะปฏิเสธความคิดนั้นโดยสิ้นเชิง

กล่าวคือว่า ความบังเอิญไม่มีจริงในการทำสงครามนักวิชาการสายนี้เขาบอกว่าเยอรมันได้เป็นมหาอำนาจทางทหารอยู่แล้วต้องการจะทำสงครามกับรัสเซียในปี ค.ศ.1914 เพราะเป็นเวลาที่แสนยานุภาพของเยอรมันกำลังแรงสุดเลยและเมื่อแรงสุดแล้วก็จะมีแต่จะลดลงๆผิดกับรัสเซีย

ซึ่งกำลังจะปฏิรูปด้านกองทัพอยู่และก็มีการปฏิวัติในอุตสาหกรรมในประเทศด้วยแล้วถ้าเกิดว่ารัสเซียนั้นได้ทำสำเร็จประเทศรัสเซียนั้นก็จะลายเป็นประเทศใหม่แห่งมหาอำนาจในยุโปรจากนั้นก็ดันให้เยอรมันตกกระเป๋าลงไปคู่กรณีของสงครามโลกครั้งที่1ก็จะแบ่งออกเป็นสองฝ่ายได้แก่ ฝ่ายไตรภาคีที่นำโดยอังกฤษฝรั่งเศสรัสเซียและฝ่ายมหาอำนาจกลางที่นำโดยเยอรมันออสเตรียฮังการีทั้งหมดทั้งปวงนี้ที่เราได้เก่นไปให้แล้วคราวนี้เราจะกลับมาที่จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี เป็นจักรวรรดิที่เกิดขึ้นของการจับมือรวมอำนาจของ2ราชวงศ์นั่นก็คือราชวงศ์ออสเตรียและราชวงศ์ฮังการีมีทั้งสิ้น2จักรวรรดิใหญ่เป็นอันดับสองรองจากจักรวรรดิรัสเซียแต่อย่างไรก็ตามแสนยานุภาพทางการทหารก็ยังด้อยกว่าจักรวรรดิเยอรมันอยู่บ้าง

ซึ่งเนื่องจากทั้งสองจักรวรรดิเป็นพันธมิตรที่แน่นเหนียวมากเราหมายถึงออสเตรียเยอรมันกับฮังการีนอกจากนี้จักรวรรดิออสเตรียฮังการีได้ผนวกดินแดนที่เรียกว่าบอสเนียเอาไว้ภายใต้จักรวรรดิด้วยบอสเนียต้องการเอกราชมันจึงได้มีความขัดแย้งมากขึ้นมาเรื่อยๆเซอร์เบียซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านได้แอบสนับสนุนบอสเนียอยู่และเซอร์เบียก็ได้เป็นพัมธมิตรกับรัสเซียและรัสเซียก็ได้เป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสและอังกฤษถ้ารบกับเซอร์เบียก้เท่ากับว่าจะต้องรบกับอังกฤษฝรั่งเศสและที่น่ากลัวมากที่สุดก็คือจะต้องรบกับรัสเซียได้

ดังนั้นรัฐบาลฮังการีจึงได้รองสัญญาณการสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมันก่อนที่จะทำอะไรลงไป เมื่อไคเซอร์ วิลเฮมที่2 กษัตริย์เยอรมันได้ส่งสัญญาณลับมาว่าถ้าเกิดมีสงครามขึ้นมาจริงๆเยอรมันพร้อมรวมรบกับ ออสเตรีย-ฮังการีแน่นอน

เมื่อได้รับสัญญาณดังกล่าวออสเตรียฮังการีก็เลยเดินหน้าเต็มสตีมเลยคำว่าเดินหน้าเต็มสตีมหมายความว่าหาเรื่องที่จะรบนั่นเองโดยการยื่นคำขาด10ข้อให้กับรัฐบาลเซอร์เบียให้ปฏิบัติตามซึ่ง10ข้อนั้นจะมีรายละเอียดกันยังไงแต่ก็เราขอพูดกันอีกนี้ก็พอเพราะว่ามันเยอะและยาวมากแต่ว่ามันเป็นข้อเสนอที่ออกแบบมาที่จะให้รับไม่ได้ทำตามไม่ได้ยังไงก็ต้องมีการรบกันอย่างแน่นอน

ศิลปะแบบบาโร้ก

ศิลปะบาโร้กคืออะไร คำจำกัดความที่สั้นและได้ใจความที่สุดก็คือเยอะยิ่งเยอะยิ่งดีMoreismoreผู้ใหญ่บางคนอาจจะเรียกศิลปะแบบนี้ว่าเป็นศิลปะแบบรุงรังแต่สำหรับหลายๆคนศิลปะบาโร้กคือความMass

Massในที่นี่ก็หมายความถึงคนส่วนใหญ่และหมายถึงคนส่วนใหญ่ในช่วงศตวรรษที่17ถึงกลางๆศตวรรษที่18เป็นสไตล์ของศิลปะทั้งงานปั้นงานสถาปัตยกรรมงานเพ้นท์ติ้งและก็งานด้านดนตรีที่คนหมู่มากชอบแต่นักวิจารณ์ศิลปะและนักวิชาการที่มีชื่อเสียงต่างก็พากันคง่ำปากทำจมูกฟุดฟิดใส่ไม่โอเคกันมาอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งคำว่าบาโร้กได้เป็นภาษาโปรตุเกสแปลตรงๆเลยก็คือไข่มุกแต่มันไม่ใช่ไข่มุกที่มันกลมๆเพอร์เฟ็กต์แต่ว่าเป็นไข่มุกเบี้ยวถ้าคุณเป็นคนที่ชมชอบในไข่มุกคุณก็จะทราบว่าไข่มุกบาโร้กนั้นไม่มีเม็ดไหนที่เหมือนกันเลยเพราะว่าเขาจะมีฟอร์มมีShapeที่ต่างกันเบี้ยวมากเบี้ยวน้อยเบี้ยวซ้ายเบี้ยวขวาและก็จะมีทุกสีสันแต่จุดเด่นของไข่มุกบาโร้กก็คือคุณจะละสายตาจากเขายากมากเพราะว่าเขามีอะไรให้คุณนั้นได้ดูอีกเยอะเหลือเกินแล้วเขาก็ยังได้มีความแวววาวมีความสะท้อนแสงมองในแสงหรือมุมที่ต่างกันเขาก็จะดูเหมือนว่าเป็นมุกคนละเม็ดกันเลย

นอกจากนี้ศิลปะบาโร้กก็เช่นเดียวกันคือเน้นขายความว้าวความเว่อร์ความอลังการความยิ่งใหญ่หรูหราเห็นแล้วอยากจะคุกเข่าลงไปกราบในความยิ่งใหญ่เหมือนได้สัมผัสกับสิ่งที่สูงส่งกว่าเรามากๆอะไรประมาณนี้เลยศิลปะในยุคของบาโร้กนั้นได้เดินทางมาถึงจากยุคเรเนซองส์และแมนเนอริสม์

ซึ่งแน่นอนเลยว่าในยุคบาโร้กคนในตอนนั้นก็ไม่ได้บอกว่านี่คือยุคบาโร้กแต่ว่ามันเป๋นการนิยามและตั้งชื่อในภายหลังโดยนักประวัติศาสตร์ศิลปะแต่ก็นั่นแหละคำว่าบาโร้กนั้นในสายตาของนักวิชาการและนักวิจารณ์ศิลปะเป็นคำที่มีความหมายในเชิงดูแคลนนิดๆบางท่านได้บอกว่าอะไรที่เป็นบาโร้กมันคือสิ่งที่ซับซ้อนมากโดยไม่จำเป็นหรือว่าซับซ้อนเยอะๆแต่ไร้ประโยชน์เอาง่ายๆก็คือคำว่าบาโร้กในช่วงแรกๆมันไม่ใช่คำชมก็แล้วกัน อย่างเช่นบาโร้กมากอะไรแบบนี้

เนื่องจากนี้ศิลปะในสไตล์บาโร้กกำเนิดขึ้นด้วยเหตุผลทางการเมืองคือมันเป็นการแก้เกมของศาสนจักรคาทอลิกที่พยายามที่จะกอบกู้ความนิยมของตนเองกลับมาหลังจากที่เกิดการแยกตัวที่เรียกว่าProtestnt Reformationคุณอาจจะเคยได้ยินชื่อMartin Luther

Martin Lutherนี่เป็นพระในศาสนาคริสต์นิกานโรมันคาทอลิกแล้วก็ได้เป็นอาจารย์สอนวิชาเทววิทยาชาวเยอรมันMartin Lutherมีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่16เขาเป็นคนที่เริ่มต้นคลื่นของการปฏิรูปศาสนาคริสต์แบบโรมันคาทอลิก

ภาพวาดช่วงการปฏิวัติ วัฒนธรรมประเทศจีน

สำหรับเศรษฐกิจในประเทศจีนหลังจากที่นายเหมาเจ๋อตงได้เกษียณอายุไปแล้วและได้แต่งตั้งนายพลหลินเปียวเป็นแทนต่อจากนายเหมาเจ๋อตงเศรษฐกิจก็ได้เริ่มฟื่นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วนางเจียงชิงหลังจากที่เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในการประชุมพรรคก็ได้เข้ามาควบคุมงานทางด้านวัฒนธรรมของประเทศผลงานชิ้นโบว์แดงก็คือการเข้าไปในโรงเรียนต่างๆแล้วได้สร้างวิชาศึกษาวัฒนธรรมเหมาในหมู่บ้านเยาวชนและได้ก่อตั้งในสิ่งที่เรียกว่า 

เยาวชนพิทักษ์แดง หรือว่า เรดการ์ด ขึ้นในทุกโรงเรียน นายพลหลินเปียวหลังจากที่เผิงเต๋อฮว๋ายถูกเคี้ยะกระเด็นออกไปแล้วก็ขึ้นมาใหญ่โตแทนหลินเปียวก็เป็นผู้มีส่วนสำคัญมากในการสร้างลัทธิบูชาตัวบุคคลของเหมาขึ้นมา

โดยการสั่งพิมพ์สรรนิพนธ์เหมาแจกหนังสือเล่มนี้ที่มีชื่อเล่นว่าThe Little Red Book ซึ่งทุกคนจะต้องมีและถ้าคุณได้ไปดูภาพถ่ายหรือภาพวาดช่วงการปฎิวัติวัฒนธรรม

นอกจากหมวกที่lconicมากๆคนในรูปทุกคนจะต้องมีหนังสือเล่มแดงเล่มนี้อยู่ในมือด้วยซึ่งได้มีอยู่ช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกเลยที่The Little Red Book เป็นหนังสือที่ถูกตีพิมพ์มากที่สุดในโลกแซงคัมภีร์ไบเบิล 

ซึ่งยืนหนึ่งตลอดกาลหนังสือยอดพิมพ์สูงสุดอยู่หลายปีเลยนี่เรายังไปไม่ถึงแก๊ง4คนเลย

หลังจากที่ได้เกษียณตัวเองมาได้ระยะหนึ่งเหมาเจ๋อตงก็คิดว่าจะCome Backสักทีทั้งนี้รายงานว่าเหมาพูดว่ารู้สึกว่าตัวเองเหมือนบางสิ่งบางอย่างที่คนเคารพแต่ว่าไม่มีใครฟังเหมือนคนแก่ที่ถูกทุกคนกราบไหว้แต่ว่าไม่มีใครได้ให้ความสำคัญจริงๆเราจะต้องไม่ลืมว่ากระบวนการสร้างเยาวชนพิทักษ์แดงและงานด้านวัฒนธรรมในการสร้างลัทธิบูชาตัวบุคคลของเหมาเจ๋อตงได้ดำเนินมาช่วงหนึ่งแล้วตั้งแต่หลังปี1959ดดยเจียงชิงและหลินเปียว พอเหมาเจ๋อตงได้ตัดสินใจที่จะกลับเข้ามาทวงคืออำนาจในปี1966ก็ดูเหมือนว่า ทุกอย่างจะพร้อมพอดี

ในปี1965เหยาเหวินหยวนนักวิจารณ์ละครได้เขียนบทความวิจารณ์ละครเวทีเรื่องไห่ญุ่ถูกขับออกมาจากราชย์สำนักซึ่งได้เขียนโดยข้าราชการระดับสูงสุดผู้หนึ่งเหยาเหวินหยวนได้บอกว่าละครเรื่องนี้มันหลอกด่าประธานเหมาเจ๋อตงชัดๆเพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับข้าราชการผู้ซื่อสัตย์และจงรักภักดีได้ถูกฮ่องเต้ขับไล่ออกจากราชสำนักเพราะบังอาจพูดความจริงกับฮ่องเต้

ซึ่งเหยาเหวินหยวนได้บอกว่านี่คือการหลอกด่าประธานเหมาเจ๋อตงในเรื่องของนายหล เผิงเต๋อหวายอาจารย์มหาวิทยาลัยสาขาปรัชญาชื่อเนี่ย หยวนจื่อ ออกมาด่ามหาวิทยาลัยว่ารับใช้ทุนนิยมได้เป็นปักษ์ต่ออุดมการณ์คอมมิวนิสต์นักศึกษามหาวิทยาลัยก็ได้ออกมารับลูกด้วยการทำหนังสือพิมพ์กำแพงที่มหาวิทยาลัยวิจารณ์ความเป็นทุนนิยมและความเป็นอีลีตของอาจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัย

 

สนับสนุนโดย  bk8