ประวัติ บารัค โอบามา

       หากพูดถึงนายบารัคโอบาม่าแล้วเชื่อว่าทุกคนต้องรู้จักกันอย่างดีเนื่องจากว่าเขานั้นเคยเป็นอดีตประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกามาก่อนซึ่งแน่นอนว่าลำดับการเป็นประธานาธิบดีของเขานั้นอยู่ในลำดับที่ 44 ก่อนหน้าที่ปัจจุบันนี้จะมีโดนัลด์ทรัมป์มาเป็นอันดับที่ 45 นั่นเองอย่างไรก็ตามประวัติของบารัคโอบามานั้นว่ากันว่าเขาเป็นคนที่เกิดในประเทศสหรัฐอเมริกานี้เอง

ซึ่งพ่อของเขานั้นเป็นคนเคนยาและได้เดินทางมาศึกษาเล่าเรียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาพร้อมทักษะพบรักกับแม่ของเขาซึ่งแน่นอนว่าการเป็นรักในวัยเรียนนั้นย่อมอยู่ได้ไม่ยั่งยืนซึ่งเมื่อ นายบารัคโอบามาเกิดได้เพียงแค่ 2 ปีเท่านั้นพ่อกับแม่ของเขาก็แยกทางกันโดยพ่อของเขานั้นกลับไปประเทศบ้านเกิดของตนเองในขณะที่ตัวเขานั้นต้องอยู่กับผู้เป็นแม่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และแน่นอนว่าพ่อของเขานั้นก็ไปแต่งงานใหม่ส่วนแม่ของเขานั้นก็แต่งงานใหม่เช่นเดียวกันโดยแม่ของเขานั้นได้แต่งงานกับชาวอินโดนีเซีย

ซึ่งจำเป็นที่บารัคโอบามานั้นจะต้องย้ายไปเรียนหนังสือที่อินโดนีเซียแต่อย่างไรก็ตามพออายุ 10 ขวบเขาก็ถูกส่งตัวมาอยู่ที่สหรัฐอเมริกาโดยมาอยู่กับตากับยายที่เมืองฮาวาย พออายุได้ 21 ปีพ่อของบารัคโอบามาก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์และหลังจากนั้นประมาณ 24 ปีเขาก็ต้องสูญเสียแม่อีกครั้งจากการที่แม่ของเขานั้นเป็นโรคมะเร็งในรังไข่

สำหรับบารัคโอบามานั้นหลายคนรู้จักเขาในครั้งแรกจากการที่เขานั้นเป็นคนเขียนหนังสือโดยเขาได้เขียนหนังสือเพื่อระลึกถึงพ่อของเขาที่เสียชีวิตไปโดยในหนังสือของเขานั้นมีคติความคิดที่ดีที่หลายคนนั้นชอบจึงทำให้หนังสือของเขานั้นเป็นหนังสือที่ขายดีมากที่สุดอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว การแน่นอนว่าประมาณนั้นเขาได้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและได้พบรักกับแฟนสาวจากที่นั่น

และชีวิตในวัยทำงานของเขานั้นเขาเริ่มมาจากการที่เขาเป็นทนายความโดยเขาจะเน้นดูแลในเรื่องของกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องของสิทธิมนุษยชนซึ่งหลังจากที่เขาได้ทำงานมาเรื่อยๆเขาก็ได้รับเลือกให้เป็นวุฒิสมาชิกในลัทธิดูหน่อยและนั่นเองที่เป็นการเริ่มต้นของการเข้าสู่วงการการเมืองของเขาในที่สุดและสุดท้ายนั้นเขาก็ถูกได้รับคัดเลือกจากคนในประเทศสหรัฐอเมริกาให้ได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 44 แน่นอนเขาคือประธานาธิบดีคนแรกที่มีผิวสี และดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ที่ผู้คนต่างการชื่นชอบในแนวความคิดของเขากันอย่างมาก ซึ่งถือได้ว่าเขาคือนักการเมืองที่ทั้งหนุ่มและมีแนวความคิดที่ดี ที่ประชาชนและนักข่าวต่างก็ชื่นชอบนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  entaplay poker

ประวัติของ โดนัลด์ทรัมป์  

โดนัลด์ทรัมป์  มีชื่อเต็มว่าโดนัลด์ทรัมป์ เขาเกิดที่นครนิวยอร์กประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับโดนัลด์ทรัมป์  นั้นเขาเป็นลูกคนที่ 4 ของครอบครัว  อยู่ในสมัยที่โดนัลด์ทรัมป์   ยังคงเป็นเด็กนั้นพ่อของเขานั้นเป็นเจ้าของบริษัทที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินซึ่งต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อบริษัทมาเป็นชื่อ  The Trump   organisation   ในสมัยที่โดนัลด์ทรัมป์  อายุเพียงแค่ 13 ปีนั้น

เข้าได้ถูกพ่อแม่ส่งให้ไปเรียนโรงเรียนสำหรับฝึกทหาร ช่วยพ่อกับแม่ของเขานั้นมองเห็นว่าโดนัลด์ทรัมป์  เรื่องนิสัยไม่ดีและมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจึงได้ส่งไปเพื่อไปดัด นิสัยและที่นี่เองที่เป็นที่ที่เขาเรียนจบในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหลังจากนั้นเขาก็ไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยอีก 2 ปี

และหลังจากนั้นเขาก็เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในขณะนั้นที่มีการสอนเกี่ยวกับเรื่องของการเรียนเกี่ยวกับ อสังหาริมทรัพย์และเมื่อโดนัลด์ทรัมป์  เรียนจบแล้วเขาก็ได้มาทำงานในบริษัทของครอบครัวหลังจากนั้นโดนัลด์ทรัมป์  ก็กลายมาเป็นคนที่เข้ามาดูแลกิจการและเป็นคนที่สืบทอดกิจการของพ่อเขาอย่างเต็มตัวและเมื่อพาได้เข้ามาดูแลธุรกิจอย่างเต็มตัวแล้วเขาก็ได้มีการขยายธุรกิจของเขาให้ใหญ่โตขึ้นด้วย

การเปลี่ยนไปหารายได้จากการดูแลอสังหาริมทรัพย์แล้วทำให้ธุรกิจของเขานั้นโตขึ้นอย่างรวดเร็วแต่แน่นอนว่าเขามีผลงานโดดเด่นอย่างเรื่อยๆซึ่งผลงานชิ้นแรกของเขานั้นเขาได้มีการทำให้โรงแรมจากที่เคยเป็นโรงแรมเก่าทรุดโทรมเรียกได้ว่าแทบจะหมดสภาพกลายมาเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีความทันสมัยมากที่สุดเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวที่ใครๆต่าง

ก็อยากมาพักซึ่งหลังจากนั้นชื่อเสียงของบริษัทของโดนัลด์ทรัมป์  ก็มีมากขึ้น มีคนมาจ้างให้บริษัทของโดนัลด์ทรัมป์  ทำงานเยอะขึ้นทำให้เขานั้นมีรายได้จนในที่สุดเขาก็สามารถสร้างตึกของเขาเองซึ่งเป็นตึกที่มีความสูงและมีความใหญ่โตทันสมัยอยู่ใจกลางเมืองเลยทีเดียว หลังจากนั้นโดนัลด์ทรัมป์   ก็ยังมีการขยายธุรกิจไปเป็นธุรกิจอื่นๆอีกหลายอย่างจนสร้างรายได้ให้เขาจนกลายเป็นระดับมหาเศรษฐีเลยทีเดียว ซึ่งจากเขาจะขยายฐานธุรกิจของเขาภายในประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว

เขายังมีโรงแรมภายใต้แบรนด์ของเขาเองนั้นอยู่อีกหลายประเทศด้วยกันในที่สุดนั้นโดนัลทรัมนั้นก็ได้มีการอยากจะมีการเปลี่ยนชีวิตของตนเองโดยเขาอยากเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาซึ่งในที่สุดเขาก็ได้มีการลงเลือกตั้งและสามารถชนะการเลือกตั้งในที่สุดซึ่งขณะนี้เขาได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 เป็นที่เรียบร้อยแล้วและปัจจุบันนี้ในปีพศ2563

โดนัลด์ทรัมป์ก็ยังคงเป็นประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ อย่างไรก็ตามโดยนั้นตามนั้นเขาได้มีประวัติเกี่ยวกับเรื่องของทรัพย์สินเงินทองที่มากมายมหาศาลรวมสินเขายังเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่มีอายุมากที่สุดอีกด้วยและแน่นอนโดนัลด์ทรัมป์นั้นยังไม่เคยเป็นข้าราชการหรือไม่เคยรับใช้การเป็นทหารมาก่อนด้วยเช่นเดียวกัน

 

สนับสนุนโดย  entaplay ดี ไหม

อ่านหนังสืออย่างถูกต้อง

การอ่านหนังสือเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์เพราะหนังสือเป็นสิ่งที่ให้ความรู้และเป็นสิ่งที่มีคุณค่าแต่ในการอ่านนั้นเราจึงจำเป็นจะต้องนำศิลปะเข้ามาใช้กับการอ่านหนังสือด้วยเพื่อให้การอ่านหนังสือนั้นเกิดประสิทธิภาพและคุณค่าอย่างสูงสุด ดังนั้นการอ่านหนังสือจึงจำเป็นต้องใช้ความคิดการเรียนรู้รู้รวมถึงสิ่งที่จะทำให้เรานั้นมีการอ่านหนังสือที่ดีด้วย

ไม่ว่าจะเป็นความเหมาะสมในการเลือกอ่านหนังสือ การจับหนัง การนั่ง รวมถึงการวิเคราะห์ในเรื่องที่เราได้อ่านนั่นเองนอกจากนั้นการใช้ศิลปะเข้ามาช่วยในการอ่านหนังสือด้วยนั้นจะสามารถทำให้เจดจำสิ่งต่างๆที่อยู่ในหนังสือได้ดีขึ้นอีกด้วย ถือว้าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างมากและเป็นสิ่งที่ควรเอาทั้งศาสตร์และศิลป์มาประยุกต์ใช้ในการอ่านหนังสือนั่นเอง

การจับหนังสือที่ถูกต้อง ถือเป็นศิลปะที่จำเป็นต้องนำมาใช้กับการอ่านอย่างมากเพราะการจับหนังสือในท่าที่ถูกต้องนั้นจะสามารถช่วยทำให้เรานั้นอ่านหนังสือได้ดีขึ้น โดยการจับนั้นเราจะใช้มือซ้ายในการประคองหนังสือและใช้มือด้านขวาในการพลิกหนังสือนั่นเองเพื่อให้การอ่านนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นไม่ติดขัดเพราะการใช้ท่าทางในการจับหนังสือลักษระนี้นั้นจะช่วยทำให้เรานั้นสามารถที่จะพลิกหนังสือในหน้าถัดๆไปได้ง่าย การจับหนังสือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและมีการจับให้ถูกต้อง

ท่าทางการนั่งอ่านหนังสือที่ถูกต้อง เป็นนสิ่งที่จะสามารถช่วยทำให้เรานั้นสามารถที่จะอ่านหนังสือได้นานยิ่งขึ้น เพราะถ้าหากมีการนั่งท่านั่งที่ผิดนั้นก็อาจจะทำให้เรานั้นรู้สึกเมื่อและอ่านหนังสือได้ในเวลาไม่นาน ดังนั้นแล้วสำหรับคนที่จำเป็นต้องอ่านหนังสือนานๆนั้น การนั่งหลังตรง90องศาและก้มหน้า45องศานั้นถือว่าเป็นท่าการอ่านหนังสือที่จะสามารถทำให้เรานั้นสามารถอ่านหนังสือได้นานขึ้นเพราะจะไม่ทำให้เรารู้สึกเมื่อยหลังหรือคอนั่นเอง

การคิดวิเคราะห์ เมื่อเราอ่านหนังสือแล้วการคิดวอเคราห์ในขณะที่อ่านไปด้วยถือเป็นการอ่านหนังสือที่จะได้คุณค่าและประโยชน์อย่างสูงสุดและการจดบันทึกควบคู่ขณะที่อ่านก็จะสามารถทำให้เรานั้นจำสิ่งต่างๆได้ดี ในการอ่านหนังสือจะมีจุดที่เรานั้นไม่เข้าใจเราก็อาจจะจดบันทึกสิ่งเหล่านี้เพื่อไปค้นคว้าหาข้อมูลต่อไป

การจินตนาการและการนำสิ่งที่ได้จากการอ่านไปสร้างสรรค์ให้เกิดสิ่งใหม่ ในการอ่านหนังสือการจินตนาการก็เป็รสิ่งสำหคัญเพราะนบ่งครั้งหนังสือที่เราอ่านเป็นส่วนใหญ่นั้นมักจะเป็นหยังสือที่เป็นเพียงตัวอักษรเท่านั้นการจินตนาการตามสิ่งที่อ่านจะสามารถทำให้เรานั้นเข้าใจในเนื้อหามากขึ้นและสามารถนำสิ่งที่เราอ่านไปต่อยอดหรือใช้ประโยชน์ในอนาคตได้ การอ่านหนังสืออย่าวถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่ถทอว่าเป็นศิลปะในการอ่านอย่างหนึ่ง

 

สนับสนุนมาจาก  สูตร บาคาร่า rb88

ตำนานเรื่องมนุษย์กินคนของชนเผ่าบาเตาะ

สำหรับเรื่องของตำนานชนเผ่ามนุษย์กินคนในพื้นที่ประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้ก็ยังไม่ค่อนมีใครที่จะสนใจมากเท่าไหร่เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่นานมาแล้วและเป็นเรื่องที่คนรุ่นใหม่ไม่ค่อนสนใจกัน ซึ่งมนุษย์กินคนนี้ได้เป็นเรื่องที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสที่ไม่ค่อนมีใครสนใจและชนเผ่ากินคนนี้ก็ได้มีชื่อว่า บาเตาะ ซึ่งคนเหล่านี้ก็จะมีนิสัยที่ดุร้ายและชอบกินเนื้อมนุษย์มากที่สุดในพื้นที่และพวกชนเผ่า

บาเตาะนั้นพวกจะไม่กินเนื้อพวกกันเอง และพวกเขายังได้มีวิธีในการทดสอบกลุ่มคนในชนเผ่าเดียวกันก็คือจะทดสอบกับผู้คนที่มีอายุมากแล้วก็จะให้ผู้สูงอายุคนนั้นปีนต้นไม้หากปีนได้ก็ถือว่าผู้สูงอายุคนนั้นรอดแต่ถ้าหากว่าปีนไม่ได้ก็จะถือว่าไม่มีประสิทธิภาพและจะถูกทำร้ายทุบตีและก็จะนำเอาเนื้อมากินเป็นอาหารในมื้อนั้นและ

สาเหตุที่ทำให้ชาวบ้านเขารู้ว่าในพื้นที่ได้มีชาวบาเตาะที่กินคนอยู่นั้นเพราะ เนื่องจากว่าได้มีคนในชุมชนที่ได้หายตัวไปอย่างลึกลับที่ไม่ทราบสาเหตุในการหายตัวไป ผู้นำในชุมชนในสมัยนั้นก็มองเห็นทาว่ามันจะไม่ดีแล้วเพราะ

เนื่องจากชาวบาเตาะได้เริ่มออกอารวาดและเป็นที่หวาดกลัวของชาวบ้านที่อยู่ในสมัยนั้นมากๆจึงได้ออกอุบายให้หาชาวบ้านที่สามารถพูดภาษาบาเตาะได้ให้เข้าไปทำการเจรจาว่าจะมีฝรั่งเข้ามาขอซื้อขั้ง ซึ่งขั้งก็คือยางของไม้ชนิดหนึ่งในสมัยนั้นอังกฤษได้ปกครองมาลาเซียอยู่มักจะชอบซื้อของป่านำเอาไปขายอยู่เสมอและชาวบาเตาะก็ได้รับข้อเสนอเหล่านั้นโดยที่พวกเขาไม่รู้มาก่อนเลยว่านี่มันคือกลอุบายที่จะล้างเผ่าพันธุ์ของพวกเขาพวกเขาก็เลยเข้าไปเก็บขั้งนำเอามาไว้ที่บ้านของพวกเขาเป็นจำนวนมาก โดยที่พวกเขานั้นไม่ได้รับรู้มากก่อนเลยว่าแท้ที่จริงแล้วขั้งหรือว่ายางไม้ชนิดนี้ได้เป็นฉนวนที่ไวไฟเป็นอย่างมากเลย

ในคืนคืนนั้นชาวบ้านก็ได้หลอกชาวบาเตาะว่าเรามาฉลองกันดีกว่าเดียวอีกวันพวกฝั่งก็จะเข้ามาซื้อขั้งของพวกเราแล้วและด้วยคนชาวบาเตาะเขาไม่ได้คิดอะไรชาวบ้านก็ได้นำเอาพืชชนิดหนึ่งและพืชชนิดนั้นก็คือหัวกลอยมันจะออกฤทธิ์จึงทำให้สลบโดยจะต้มถั่วเขียวผสมเข้าไปกับหัวกลอยให้กินกันทั่วชนเผ่าเลย

แน่นอนว่าชาวบาเตาะไม่รู้เรื่องอะไรเลยกินกันอย่างอร่อยผลของพืชชนิดนี้มันได้ทำให้พวกเขาหลับและไม่รู้สึกตัว เมื่อชาวบาเตาะได้ลับกันหมดล้วชาวบ้านก็เลยจุดไฟเผาทั้งเป็นโดยจะใช้ขั้งที่ชาวบาเตาะเก็บมาเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีในการเผาไหม้แต่แผนการของชาวบ้านก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้นร้อยเปอร์เซน

 

สนับสนุนมาจาก  entaplay

ทอมัสเอดิสันทำไมถึงได้หักหลัง นิโคล่า เทสลา

สำหรับเรื่องราวของ นิโคล่า เทสลา ที่เขาต้องการเข้ารวมทำงานกับ ทอมัสเอดิสัน ก็เพราะว่าเขานั้นอยากต้องการที่จะทำตามความฝันของตัวเองและ  นิโคล่า เทสลา เขาก็ได้ทำงานในสิ่งที่เขาชอบแต่ทุกท่านเชื่อหรือไม่ว่า ทอมัสเอดิสัน เขาได้ทำการหักหลัง  นิโคล่า เทสลา หลังจากที่เขาได้เข้ามาทำงานได้ไม่นานนี้เองคือตรงนี้เราได้ไปหาข้อมูลมาและได้สรุปออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยตรงนี้เขาได้บอกเอาไว้ว่า ทอมัสเอดิสัน เขาต้องการให้ นิโคล่า เทสลา ทำการปรับปรุงพัฒนาไดนาโมกระแสไฟฟ้าตรงให้มันมีประสิทธิภาพในการทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้นให้มันได้มีความเสถียรมากยิ่งขึ้นถ้า  นิโคล่า เทสลา สามารถทำได้เขาก็จะมอบเงินจำนวน5หมื่นดอลลาร์ไปเต็มแยกกับเงินเดือนไปเลย

ซึ่งถ้าเกิดว่าเปรียบเทียบกับเงินดอลลาร์ในปัจจุบันก็จะตีประมาณ1.7ล้านบาท แต่1.7ล้านตรงนี้ถ้าเราได้ย้อนกับไปเมื่อประมาณเกือบ200ปีก่อนมันเป็นเงินหลักร้อยล้านในยุคปัจจุบันเลย ซึ่งถือได้เลยว่ามันเป็นเงินจำนวนที่เยอะมากๆและเมื่อ  นิโคล่า เทสลา เขาได้ยินแบบนั้นเขาก็ได้ตอบตกลงแบบไม่รอช้าเขาได้ใช้ระยะเวลาสั้นๆ

เพียงแค่ไม่นานเขาก็สามารถที่จะแก้ไฟฟ้ากระแสตรงของ ทอมัสเอดิสันได้แต่ว่า ทอมัสเอดิสันเขาไม่ยอมจ่ายเงินที่เขาได้สัญญาณเอาไว้และเขายังได้บอกกับ  นิโคล่า เทสลา อีกด้วยว่า  นิโคล่า เทสลานายไม่เข้าใจความอารมณ์ของของชาวอเมริกันชินะ ซึ่งคำพูดตรงนี้มันได้ทำให้  นิโคล่า เทสลา ไม่พอใจ ทอมัสเอดิสัน อย่างรุนแรง

จึงได้ตัดสินใจลาออกจากบริษัททอมัสเอดิสันตั้งแต่ตอนนั้นเลยและในเวลาตอมาในช่วงเวลาประมาณ ค.ศ.1886 ชื่อเสียงของ   นิโคล่า เทสลา เกี่ยวกับผลงานวิจัยกระแสไฟฟ้าสลับก็เริ่มมีชื่อเสียงไปเรื่อยๆจนเข้าไปถึงหูRobert LaneและBenjamin Vale ซึ่งทั้งสองคนนี้ก็คือผู้เชียวชาญการจัดตั้งบริษัทที่หาผลประโยชน์จากการสร้างสิ่งประดิษฐ์และการจดสิทธิใบเขาสองคนนี้ก็ได้เข้ามาสนับสนุนเรื่องของเงินทุนและเรื่องของสิทธิใบให้กับ  นิโคล่า เทสลา

ปรากฎว่าในเวลาต่อมาไม่นาน  นิโคล่า เทสลา ก็สามารถที่จะคิดค้นและได้พัฒนามอเตอร์ให้มันสามารถทำงานร่วมกับกระแสไฟฟ้าสลับได้จนสำเร็จและยังได้มีประสิทธิภาพที่ดีอีกด้วย ซึ่งตรงนี้ได้เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนหันมาสนใจเกี่ยวกับเรื่องของไฟฟ้ากระแสสลับมากกว่าไฟฟ้ากระแสตรงจนทำให้บริษัทเวสติงเฮาส์ต้องสละเงินถึง1ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ

เพื่อเพื่อซื้อสิทธิใบในการคุ้มครองผลงานของ  นิโคล่า เทสลา และเขายังได้จ้าง นิโคล่า เทสลาให้มาเป็นที่ปรึกษาอีกด้วย ซึ่งตรงนี้เองเลยทำให้ ทอมัสเอดิสัน ไม่พอใจอย่างรุนแรงเขาเลยมีการทำลายชื่อเสียงของ นิโคล่า เทสลา ด้วยการปล่อยข่าวเสียๆหายๆเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้าสลับและไล่จี้ให้นักการเมืองในยุคนั้นที่เขาได้รู้จักเผยแพร่และได้ปล่อยข่าวออกไป

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  next88

ตำนานพระขวาง ที่วัดพระขวางจังหวัดชุมพร

           สถานที่แต่ละที่นั้นย่อมมีที่มาที่ไปและมีเรื่องเล่าประจำเป็นของตนเองว่าเหตุใดนั้นสถานที่แห่งนี้จึงถูกมีการเรียกหรือถูกขนานนามเซ็นชื่ออย่างในปัจจุบันอย่างไรก็ตามเรามักจะได้ฟังตำนานจากคนแก่ในสมัยโบราณที่เล่าให้ลูกหลานฟังเรื่อยมาว่าสถานที่แต่ละแห่งนั้นมีตำนานเป็นมาอย่างไรบ้างไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเกาะต่างๆซึ่งมักจะมีตำนานเล่าขานบอกถึงที่มาจนกระทั่งกลายมาเป็นเกาะอย่างในปัจจุบันซึ่งวันนี้เราก็จะมาพูดถึงตำนานของพระพุทธรูปองค์หนึ่งชื่อว่าพระขวาง

ซึ่งพระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยในปัจจุบันนั้นพระพุทธรูปพระขวางนี้ถูกนำมาประดิษฐานไว้อยู่ที่วัดพระขวางซึ่งปัจจุบันนี้วัดพระขวางนั้นตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของจังหวัดชุมพรโดยอยู่ตรงบริเวณตำบลขุนกระทิงในเขตอำเภอเมืองอย่างไรก็ตามก่อนที่จะมีพระพุทธรูปพระขวางมาประดิษฐานอยู่ที่วัดแห่งนี้แต่เดิมนั้นวัดแห่งไม่ได้มีพระพุทธรูปองค์นี้

อยู่ว่ากันว่าพระพุทธรูปพระขวางนั้นมีการลอยมาตามน้ำซึ่งมีความเชื่อกันว่าพระพุทธรูปองค์นี้ลอยมาจากประเทศพม่าและรอยตามน้ำมาเรื่อยๆจนมาติดอยู่ที่บริเวณหน้าวัดร้างแห่งหนึ่งเมื่อชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ว่ามีพระพุทธรูปมาติดขวางอยู่บริเวณหน้าวัดร้างต่างก็พากันนำพระพุทธรูปนั้นขึ้นมาอยู่บนฝั่ง

แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะทำแบบไหนก็ไม่สามารถเอาพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นมาจากฝั่งได้ตกตอนกลางคืนมีชาวบ้านได้ฝันว่าพระพุทธรูปได้มาบอกชาวบ้านว่าหากอยากจะให้ตนเองไปอยู่บนปากนั้นให้ชาวบ้านช่วยกันเตรียมสถานที่ให้เรียบร้อยหลังจากนั้นก็ให้เอาสายสิญจน์ทั้งหมด 7 เส้นแล้วมาพันที่องค์พระพุทธรูปเสร็จแล้วก็จะสามารถนำพระพุทธรูปขึ้นจากน้ำได้เมื่อชาวบ้านตื่นขึ้นมาจึงได้มีการไปพูดคุยปรึกษากันและทำตามที่ในความฝันนั้นจนในที่สุดก็สามารถนำพระพุทธรูปขึ้น

มาจากน้ำได้โดยนำพระพุทธรูปองค์นี้มาไว้ที่วัดที่เป็นวัดร้างนั่นเองซึ่งเนื่องจากว่าพระพุทธรูปองค์นี้ลอยมาขวางอยู่ที่หน้าวัดร้างจึงได้มีการตั้งชื่อพระพุทธรูปองค์นี้ว่าพระขวางและเนื่องจากว่าวัดแห่งนี้มีพระขวางเป็นพระประจำวัดจึงได้มีการตั้งชื่อวัดว่าวัดพระขวางเพื่อให้สอดคล้องกับตำนานอย่างไรก็ตามชาวบ้านสังเกตเห็นว่าหลังจากที่พระพุทธรูปองค์นี้มาอยู่ที่วัดพระขวางก็มีพระและสามเณรหายไปเรื่อยๆเลย

ไม่มีใครรู้ว่าทั้งพระและเณรนั้นหายไปที่ไหนจนชาวบ้านนั้นเกิดความอยากรู้จึงได้มาแอบดูตรงบริเวณที่ตั้งของพระพุทธรูปในช่วงเวลากลางคืนและพบว่าพระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปที่กินพระและกินเณรเข้าไปดังนั้นจึงได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับทางเจ้าอาวาสซึ่งทางด้านเจ้าอาวาสนั้นก็ได้มาทำพิธีด้วยการใช้ยันต์ปิดไฟที่พระพุทธรูปพระขวางและมีการแกะปรอทซึ่งอยู่ด้านภายในองค์พระพุทธรูปออกมาและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาที่วัดแห่งนี้ก็ไม่มีพระหรือเณรหายไปอีกเลย

 

สนับสนุนโดย  rb88 เข้าสู่ระบบ

เสียงปริศนาในถ้ำสุมณฑา 

       บนเทือกเขาภูพานที่พาดผ่านมายังหมู่บ้านผาสุก ที่อำเภอสามหมอจังหวัดอุดรธานี ได้มีท่านศักดิ์สิทธิ์อยู่ท่านหนึ่งซึ่งชาวบ้านต่างก็พากันเชื่อกันว่าทำดังกล่าวนั้นเป็นที่อยู่ของชาวเมืองลับแล เส้นทางแห่งนั้นก็คือถ้ำสุมณฑานั่นเอง

ซึ่งถ้ำแห่งนี้มีประวัติมาอย่างยาวนานหลายร้อยปีมาแล้วและคนเฒ่าคนแก่นั้นก็ทราบประวัติความเป็นมาของถ้ำแห่งนี้ได้กันเป็นอย่างดีเลยทีเดียว เจอคนเฒ่าคนแก่มีความเชื่อกันว่าภายในถ้ำสุมณฑานั้นจะเป็นถ้ำที่มีประตูมิติที่สามารถเชื่อมต่อระหว่างกาลเวลาได้ โดยมีการเล่าลือกันว่าในช่วงทุกคืนที่เป็นคืนจันทร์เพ็ญนั้นหากใครผ่านมาที่ถ้ำสุมณฑาก็มักจะได้ยินเสียงปริศนาที่เล็ดลอดออกมาจากภายในถ้ำ

ซึ่งหลายคนเชื่อกันว่าภายในถ้ำนั้นน่าจะมีอีกหนึ่งภพภูมิที่อาศัยอยู่และคนธรรมดาทั่วไปจะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยสายตาธรรมดาของเรา ซึ่งตามความเชื่อของคนในสมัยโบราณเชื่อว่าคนที่อาศัยอยู่ภายในถ้ำที่เรากำลังพูดถึงนั้นก็คือคนที่อยู่ในเมืองลับแลนั่นเอง สำหรับเรื่องเล่าเมืองลับแลในถ้ำสุมณฑานั้น

คนแก่ได้มีการเล่าถึงเรื่องนี้กันว่าถ้าวันไหนที่เป็นคืนวันเพ็ญมักจะได้ยินเสียงคนพูดคุยกันอย่างสนุกสนานดังเล็ดลอดออกมาจากในถ้ำ ซึ่งภาษาของคนที่คุยกันอยู่ภายในถ้ำนั้นเป็นภาษาที่คนธรรมดาทั่วไปฟังแล้วไม่ค่อยรู้เรื่องอาจจะมีเรื่องบ้างเป็นบางคำแต่ส่วนใหญ่นั้นมักจะฟังไม่ค่อยออกว่าเขาคุยกันว่าอะไรโดยชาวบ้านเชื่อกันว่านั่น

คือภาษาครึ่งเทพครึ่งมนุษย์นั่นเองทำให้หลายคนที่เคยได้ยินเสียงพูดคุยและลอดออกมาจากภายในถ้ำต่างก็พากันหวาดกลัว เลิกบางคนก็ได้ยินเสียงมีการแสดงมหรสพพอได้ยินเสียงดนตรีไม่ว่าจะเป็นเสียงฆ้องหรือเสียงแคนดังแว่วออกมาจากภายในถ้ำ เคยมีคนเข้าไปพิสูจน์ว่าเสียงนั้นมาจากจุดไหนของถ้ำ

เพราะอาจจะเป็นไปได้ว่ามีคนเข้าไปอาศัยอยู่ในถ้ำแต่เมื่อหาเท่าไหร่นั้นก็ไม่หาเจอได้ และบางคนก็ได้หรือว่าในช่วงบางคืนที่มีพระจันทร์เดือนเพ็ญนั้นบางทีก็เห็นเป็นแสงสว่างเล็ดลอดออกจากภายในถ้ำมาแม้ไม่มีใครรู้ว่าแสงนั้นเป็นแสงของอะไรกันแน่ สำหรับความเร้นลับของเรื่องภายในถ้ำสุมณฑานั้น เป็นเรื่องที่เล่าขานกันมากันมานมนาน

และถึงแม้ปัจจุบันนี้ก็ยังมีการพูดถึงความเร้นลับของถ้ำสุมณฑากันอยู่โดยมีการเชื่อกันมากว่าที่นี่คือสถานที่ที่เป็นประตูมิติเพื่อที่จะสามารถเดินทางไปยังเมืองลับแลได้นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  rb88

การเร่งปฎิกิริยาไฟฟ้าเข้าไปที่สมอง

ซึ่งการเร่งปฎิกิริยาตรงนี้ก็ได้มีผลการทดลองออกมาที่่น่าสนใจเป็นอย่างมากด้วย ซึ่งถามเอาตามทฤษฎีถ้าสมองของเรามันได้ถูกเร่งปฎิกิริยาสูงขึ้นไปเราจะมีพลังงานในรูปแบบใหม่เกิดขึ้นมาใช่หรือไม่เขาก็เลยมีการทดลองแบบนี้ขึ้นมาด้วยการนำคนจริงๆมาเร่งปฎิกิริยาสมองด้วยการใช้กระแสไฟฟ้าเป็นตัวกระตุ้นทำให้สมองเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น

เพราะตามหักวิทยาศาสตร์เขาบอกว่าหัวสมองของเราจะมีกระแสไฟฟ้าอยู่ในนั้นและกระแสไฟฟ้าเหล่านั้นมันก็ได้เป็นตัวแปลสำคัญในการทำงานแทบทุกส่วนของสมองที่จะส่งต่อไปยังร่างกายเขาเร่งจะต้องมีการเร่งการทำงานของสมองด้วยกระแสไฟฟ้านั้นเอง ซึ่งก็อย่างที่เราได้รู้กันอยู่ว่าการทดลองวิทยาศาสตร์ทุกครั้งมักจะประสบกับความล้มเหลวมาก่อนที่จะประสบความสำเร็จ ซึ่งการทดลองนี้มันก็ได้เป็นหนึ่งในนั้นอีกด้วย ซึ่งถ้าเอาตามข้อมูลที่เราได้ไปศึกษามา ซึ่งเขาได้บอกว่าได้มีการทดลองแบบนี้อยู่หลายครั้งมากและทุกครั้งที่ได้มีการเร่งปฎิกิริยาสมองด้วยไฟฟ้าไปถึงประมาณหนึ่ง

บางคนก็ทนไม่ไหวจนต้องมีการยกเลิกการทดลองและพอหลังจากการยกเลิกการทดลองผู้ถูกทดลองบางคนก็อาจจะเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตไปเลยหรือเป็นบ้าไปเลยก็มีอยู่เช่นกันแต่การทดลองนี้เขาได้มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาได้บันทึกเอาไว้ว่าครั้งนี้มันจะเป็นครั้งที่ใกล้เคียงกับคำว่าประสบความสำเร็จ โดยตรงนี้เขาได้บอกว่าได้มีอยู่หนึ่ง

คนที่ถูกเร่งปฎิกิริยาของสมองดันกระแสไฟฟ้าขึ้นสูงไปประมาณ50-60%แล้วร่างกายของผู้ที่ถูกทดลองทนรับกระแสไฟฟ้าตรงนั้นได้และที่สำคัญไปมากกว่านั้นก็คือคนที่ถูกเร่งปฎิกิริยาสมองไปเขาได้ทำการส่งข้อความไปถึงผู้ที่ทำการทดลองอยู่โดยที่เขาไม่ได้ทำการพูดหรือทำท่าทางอะไรแต่อย่างใดเลย ซึ่งตอนแรกทางทีมผู้วิจัยเขาคิดว่าเขาน่าจะคิดไปเองเสียงที่ได้ยินในหัวเขาน่าจะเกิดจากการจินตนาการ

หรือว่าอะไรสักอย่างหนึ่งแต่พอลองสอบถามกันไปมากับผู้ที่วิจัยคนอื่นๆปรากฎว่าคำพูดที่ได้ยินในหัวของแต่ละคนตรงกันหมดและมันไม่ได้ตรงกันธรรมดามันดันตรงกันทุกคำพูดและตรงทุกพยาง ซึ่งตรงนี้น่าสนใจมากและเขาก็ยังหาคำตอบให้ไม่ได้แต่เขาคาดกันว่าน่าจะเกิดจากการเร่งปฎิกิริยาสมองของผู้ถูกการทดลองคนนี้ไปถึงประมาณ50-60%

และเขาได้ใช้จิตหรือโทรจิตส่งข้อความเพื่อที่จะสื่อสารกับผู้วิจัยเหล่านี้แต่สุดท้ายการทดลองนี้ก็ต้องหยุดลงเพียงแค่การเร่งปฎิกิริยาสมองไปประมาณ50-60%เท่านั้นเพราะว่าผู้ที่ถูกเร่งปฎิกิริยาได้สมองตายลงและกลายมาเป็นเจ้าชายนิทราไปเรียบร้อย

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ติดต่อ rb88

ปริศนาภาพโมนาลิซ่าบอกอะไรกับเราบ้าง?

สำหรับเรื่องของภาพปริศนาโมนาลิซ่าที่ได้มีการพูดถึงกันมาอย่างหนาหูมาก คือมันได้เป็นรูปภาพที่ถูกวาดขึ้นมา โดยบุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีชื่อว่า Leonardo Da Vinci ซึ่งเราเชื่อว่าหลายๆคนก็น่าจะรู้จักบุคคลคนนี้ ซึ่งนายLeonardo Da Vinci เขาได้เป็นนักสถาปนิก นักศิลปะ นักออกแบบต่างๆนานามากมาย

ที่โด่งดังมากและได้มีการสร้างสรรค์รูปวาดที่สวยงามอยู่ค่อนข้างที่จะเยอะแยะมากมายและหนึ่งใมนนั้นก็ได้มีอยู่หนึ่งรูปภาพที่หลายๆคนได้เกิดความสงสัยและได้รู้สึกว่าภาพนี้มันจะต้องมีอะไรสักอย่างที่อยู่ในนั้นนั้นก็คือ ภาพของโมนาลิซ่า ซึ่งรูปภาพของโมนาลิซ่า ถ้าเราไม่สังเกตอะไรมากเราก็จะเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้ถูกออกแบบวาดรูปเหมือนคนสมัยก่อน

มีความสวยงามมีน่าตาที่สวยและมีภาพพื้นหลังที่วาดออกมาได้แสดงถึงความเป็นธรรมชาติทั่วไป ซึ่งรูปภาพของโมนาลิซ่าเขาได้คาดการณ์เอาไว้ว่า น่าจะถูกสร้างขึ้นมาเมื่อราวๆปี1500ต้นๆแต่ไม่สามารถระบุได้ตรงๆเลยว่าได้ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงเวลาวันไหนและได้มาจากพื้นที่ตรงไหนแบบชัดเจนบอกได้แต่เพียงขอบเขตและได้มีการาตั้งทฤษฎีขึ้นมาเท่านั้น

ซึ่งในปัจจุบันรูปภาพของโมนาลิซ่าก็ได้ถูกเก็บเอาไว้ที่ The Grove Museum และก็ยังได้ถูกตั้งโชว์ให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามารับชมและก็ถ่ายรูปนั่นเองและ ทฤษฎีเรื่องของภาพโมนาลิซ่า ต่างจริงๆมันมีอยู่เป็นสิบเป็นร้อยทฤษฎีแต่ว่ามันจะมีอยู่สามทฤษฎีใหญ่ๆที่น่าสนใจและเราคิดว่ามันนาจะเป็นไปได้มากที่สุด

โดยเราจะเรียงเป็นทฤษฎีไป โดยทฤษฎีแรก ตอนแรกได้ถูกตีตกไปว่ามันไม่น่าจะเป็นความจริงแต่ในปัจจุบันก็ยังได้มีนักวิทยาศาสตร์หรือนักประวัติศาสตร์ยังได้เชื่อกันอยู่ไม่น้อยว่าทฤษฎีเหล่านี้จะเป็นจริงนั่นก็คือคนที่อยู่ในภาพไม่ใช่โมนาลิซ่าแต่เป็นลูกสาวของผู้ปกครองเมืองLudovico Sforza,Milanในตอนนั้นที่มีชื่อว่า Bianca Sforza

โดยเขาได้คาดการณ์กันว่า Bianca Sforzaนั้นได้เสียชีวิตลงหลังจากที่ได้แต่งงานกับผู้บันชาการกองทัพได้ไม่นานและตอนนั้น Bianca Sforzaเขาก็ได้ตั้งครรภ์แต่ปรากฎว่าในการตั้งครรภ์ของ Bianca Sforzaได้เป็นการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติก็คือการตั้งครรภ์นอกมดลูกมันเลยทำให้เสียชีวิตในเวลาต่อมาLeonardo Da Vinciก็ได้วาดรูปนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของ Bianca Sforza ซึ่งตรงนี้ได้เป็นแนวคิดในทฤษฎีแรกที่เขาได้บอกว่าคนที่อยู่ในรูปไม่ได้ชื่อว่าโมนาลิซ่าหรือ ลิซ่าแต่อย่างใดแต่ชื่อว่า Bianca Sforzaนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน แทงขั้นต่ํา10บาท

การคืนชีพสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์

สำหรับตรงนี้เราคิดว่ามันได้มีความน่าสนใจในระดับหนึ่ง ถ้ามันสามารถคืนชีพสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้จริงๆเราบอกเลยว่ามันคือการประสบความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้ โดยเขาได้บอกว่าตามหลักทฤษฎีเวลาที่เราได้ไปขุดค้นพบฟอสซิลต่างๆทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นฟอสซิลที่ย่อยสลายแล้วเหลือแต่กระดูกหรือจะเป็นฟอสซิลที่ถูกแต่แข็งและได้มีความใกล้เคียงความสมบูรณ์มากที่สุด

เขาจะนำเอาฟอสซิลเหล่านี้นำเอามาสกัดดีเอ็นเอและนำดีเอ็นเอเหล่านั้นมาใส่ในสัตว์สายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่มีชีวิตในยุคนั้นมากที่สุดถ้ายกตัวอย่างเช่นเมื่อประมาณ2-3ปีที่แล้วได้มีการขุดค้นพบเป็นฟอสซิลช้างแมมมอธในแทบขั้วโลกที่มีสภาพใกล้เคียงคำว่าสมบูรณ์มากแต่การทดลองครั้งนี้ตามบันทึกเขาได้บอกเอาไว้ว่ายังไม่มีการทดลองไหนที่จะประสบความสำเร็จเลย

ก็คือว่าได้มีการทดลองไปแล้วและล้มเหลวนั่นเองและคำว่าล้มเหลวนั้นมันก็ได้มีผลเสียตามมาจากกรณีที่ฝากครรภ์ใส่สิ่งมีชีวิตในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเสือเขี้ยวดาบช้างแมมมอธหรือสัตว์ชนิดอื่นๆที่เขาได้มีการทดลองเขาได้บอกว่าร่างกายของสัตว์ในยุคปัจจุบันมันไม่สามารถที่จะอุ่มท้องสิ่งมีชีวิตยุคดึกดำบรรพ์ได้นานพอที่จะคลอดพวกเขาออกมาได้และผลที่ตามมาสัตว์ที่ถูกไปเป็นแม่เพื่อตั้งท้องก็ตายลง

เพราะว่าร่างกายไม่สามารถรับภาระในการตั้งครรภ์ในขณะนั้นได้และเขาได้บอกอีกว่ามันได้มีผลข้างเคียงหลายอย่างไม่ใช่แค่ตั้งท้องไม่ไหวทั้งเรื่องของสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงฉับพลันเพราะมีการยัดเซลล์สิ่งมีชีวิตในยุคดึกดำบรรพ์เข้าไปแล้วร่างกายมันเกิดการต่อต้านต่างๆนานามากมายตรงนี้มันก็เลยทำให้สิ่งมีชีวิตที่ถูกนำมาเป็นแม่รับภาระไม่ไหวแล้ว

ก็ต้องเสียชีวิตลงตรงนี้เขาได้บอกว่ามีการทดลองหลายครั้งแล้วก็ล้มเหลวมาทุกครั้งกันเลยและเขายังได้บอกอีกว่าตรงจุดนี้เขาก็ได้มีการศึกษาแล้วก็ได้มีการทดลองอยู่เรื่อยๆเพราะว่าอยากจะคืนชีพสิ่งมีชีวิตยุคโบราณแต่ในมุมมองของเรา เรามองว่าการคืนชีพสิ่งมีชีวิตยุคโบราณหรือการคืนชีพมนุษย์ไม่ใช่ผลดีต่อโลกสักเท่าไหร่เพราะถ้าเกิดว่าเรามองเป็นกรณีๆอย่างกรณีของการคืนชีพมนุษย์เรา

เคยตั้งข้อสงสัยว่าถ้าวันหนึ่งเราสามารถควบคุมการเกิดและการตายได้มันจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งหลายๆคนก็ได้ให้ความเห็นตรงกันเลยว่าถ้าเราสามารถควบคุมการตายการเกิดได้มันอาจจะทำให้ประชากรบนโลกของเรามีจำนวนเกินหรือประชากรล้นโลกนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน ฝากถอนไว