ปริศนาภาพโมนาลิซ่าบอกอะไรกับเราบ้าง?

สำหรับเรื่องของภาพปริศนาโมนาลิซ่าที่ได้มีการพูดถึงกันมาอย่างหนาหูมาก คือมันได้เป็นรูปภาพที่ถูกวาดขึ้นมา โดยบุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีชื่อว่า Leonardo Da Vinci ซึ่งเราเชื่อว่าหลายๆคนก็น่าจะรู้จักบุคคลคนนี้ ซึ่งนายLeonardo Da Vinci เขาได้เป็นนักสถาปนิก นักศิลปะ นักออกแบบต่างๆนานามากมาย

ที่โด่งดังมากและได้มีการสร้างสรรค์รูปวาดที่สวยงามอยู่ค่อนข้างที่จะเยอะแยะมากมายและหนึ่งใมนนั้นก็ได้มีอยู่หนึ่งรูปภาพที่หลายๆคนได้เกิดความสงสัยและได้รู้สึกว่าภาพนี้มันจะต้องมีอะไรสักอย่างที่อยู่ในนั้นนั้นก็คือ ภาพของโมนาลิซ่า ซึ่งรูปภาพของโมนาลิซ่า ถ้าเราไม่สังเกตอะไรมากเราก็จะเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้ถูกออกแบบวาดรูปเหมือนคนสมัยก่อน

มีความสวยงามมีน่าตาที่สวยและมีภาพพื้นหลังที่วาดออกมาได้แสดงถึงความเป็นธรรมชาติทั่วไป ซึ่งรูปภาพของโมนาลิซ่าเขาได้คาดการณ์เอาไว้ว่า น่าจะถูกสร้างขึ้นมาเมื่อราวๆปี1500ต้นๆแต่ไม่สามารถระบุได้ตรงๆเลยว่าได้ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงเวลาวันไหนและได้มาจากพื้นที่ตรงไหนแบบชัดเจนบอกได้แต่เพียงขอบเขตและได้มีการาตั้งทฤษฎีขึ้นมาเท่านั้น

ซึ่งในปัจจุบันรูปภาพของโมนาลิซ่าก็ได้ถูกเก็บเอาไว้ที่ The Grove Museum และก็ยังได้ถูกตั้งโชว์ให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามารับชมและก็ถ่ายรูปนั่นเองและ ทฤษฎีเรื่องของภาพโมนาลิซ่า ต่างจริงๆมันมีอยู่เป็นสิบเป็นร้อยทฤษฎีแต่ว่ามันจะมีอยู่สามทฤษฎีใหญ่ๆที่น่าสนใจและเราคิดว่ามันนาจะเป็นไปได้มากที่สุด

โดยเราจะเรียงเป็นทฤษฎีไป โดยทฤษฎีแรก ตอนแรกได้ถูกตีตกไปว่ามันไม่น่าจะเป็นความจริงแต่ในปัจจุบันก็ยังได้มีนักวิทยาศาสตร์หรือนักประวัติศาสตร์ยังได้เชื่อกันอยู่ไม่น้อยว่าทฤษฎีเหล่านี้จะเป็นจริงนั่นก็คือคนที่อยู่ในภาพไม่ใช่โมนาลิซ่าแต่เป็นลูกสาวของผู้ปกครองเมืองLudovico Sforza,Milanในตอนนั้นที่มีชื่อว่า Bianca Sforza

โดยเขาได้คาดการณ์กันว่า Bianca Sforzaนั้นได้เสียชีวิตลงหลังจากที่ได้แต่งงานกับผู้บันชาการกองทัพได้ไม่นานและตอนนั้น Bianca Sforzaเขาก็ได้ตั้งครรภ์แต่ปรากฎว่าในการตั้งครรภ์ของ Bianca Sforzaได้เป็นการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติก็คือการตั้งครรภ์นอกมดลูกมันเลยทำให้เสียชีวิตในเวลาต่อมาLeonardo Da Vinciก็ได้วาดรูปนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของ Bianca Sforza ซึ่งตรงนี้ได้เป็นแนวคิดในทฤษฎีแรกที่เขาได้บอกว่าคนที่อยู่ในรูปไม่ได้ชื่อว่าโมนาลิซ่าหรือ ลิซ่าแต่อย่างใดแต่ชื่อว่า Bianca Sforzaนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน แทงขั้นต่ํา10บาท

การคืนชีพสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์

สำหรับตรงนี้เราคิดว่ามันได้มีความน่าสนใจในระดับหนึ่ง ถ้ามันสามารถคืนชีพสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้จริงๆเราบอกเลยว่ามันคือการประสบความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้ โดยเขาได้บอกว่าตามหลักทฤษฎีเวลาที่เราได้ไปขุดค้นพบฟอสซิลต่างๆทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นฟอสซิลที่ย่อยสลายแล้วเหลือแต่กระดูกหรือจะเป็นฟอสซิลที่ถูกแต่แข็งและได้มีความใกล้เคียงความสมบูรณ์มากที่สุด

เขาจะนำเอาฟอสซิลเหล่านี้นำเอามาสกัดดีเอ็นเอและนำดีเอ็นเอเหล่านั้นมาใส่ในสัตว์สายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่มีชีวิตในยุคนั้นมากที่สุดถ้ายกตัวอย่างเช่นเมื่อประมาณ2-3ปีที่แล้วได้มีการขุดค้นพบเป็นฟอสซิลช้างแมมมอธในแทบขั้วโลกที่มีสภาพใกล้เคียงคำว่าสมบูรณ์มากแต่การทดลองครั้งนี้ตามบันทึกเขาได้บอกเอาไว้ว่ายังไม่มีการทดลองไหนที่จะประสบความสำเร็จเลย

ก็คือว่าได้มีการทดลองไปแล้วและล้มเหลวนั่นเองและคำว่าล้มเหลวนั้นมันก็ได้มีผลเสียตามมาจากกรณีที่ฝากครรภ์ใส่สิ่งมีชีวิตในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเสือเขี้ยวดาบช้างแมมมอธหรือสัตว์ชนิดอื่นๆที่เขาได้มีการทดลองเขาได้บอกว่าร่างกายของสัตว์ในยุคปัจจุบันมันไม่สามารถที่จะอุ่มท้องสิ่งมีชีวิตยุคดึกดำบรรพ์ได้นานพอที่จะคลอดพวกเขาออกมาได้และผลที่ตามมาสัตว์ที่ถูกไปเป็นแม่เพื่อตั้งท้องก็ตายลง

เพราะว่าร่างกายไม่สามารถรับภาระในการตั้งครรภ์ในขณะนั้นได้และเขาได้บอกอีกว่ามันได้มีผลข้างเคียงหลายอย่างไม่ใช่แค่ตั้งท้องไม่ไหวทั้งเรื่องของสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงฉับพลันเพราะมีการยัดเซลล์สิ่งมีชีวิตในยุคดึกดำบรรพ์เข้าไปแล้วร่างกายมันเกิดการต่อต้านต่างๆนานามากมายตรงนี้มันก็เลยทำให้สิ่งมีชีวิตที่ถูกนำมาเป็นแม่รับภาระไม่ไหวแล้ว

ก็ต้องเสียชีวิตลงตรงนี้เขาได้บอกว่ามีการทดลองหลายครั้งแล้วก็ล้มเหลวมาทุกครั้งกันเลยและเขายังได้บอกอีกว่าตรงจุดนี้เขาก็ได้มีการศึกษาแล้วก็ได้มีการทดลองอยู่เรื่อยๆเพราะว่าอยากจะคืนชีพสิ่งมีชีวิตยุคโบราณแต่ในมุมมองของเรา เรามองว่าการคืนชีพสิ่งมีชีวิตยุคโบราณหรือการคืนชีพมนุษย์ไม่ใช่ผลดีต่อโลกสักเท่าไหร่เพราะถ้าเกิดว่าเรามองเป็นกรณีๆอย่างกรณีของการคืนชีพมนุษย์เรา

เคยตั้งข้อสงสัยว่าถ้าวันหนึ่งเราสามารถควบคุมการเกิดและการตายได้มันจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งหลายๆคนก็ได้ให้ความเห็นตรงกันเลยว่าถ้าเราสามารถควบคุมการตายการเกิดได้มันอาจจะทำให้ประชากรบนโลกของเรามีจำนวนเกินหรือประชากรล้นโลกนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน ฝากถอนไว

มนุษย์เข้ามาอยู่บนโลกได้อย่างไร?

ในโลกปัจจุบันของเรามันมีอะไรที่มากขึ้นๆไปเรื่อยๆถ้าจะให้ตอบตามความคิดแล้วก็ในมุมมองของเรานั่นก็คือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งตรงจุดนี้เราก็ได้คุยกันเล่นๆว่ามันอาจจะเป็นผลผลิตที่คนที่สร้างเราขึ้นมาหรือคนที่เอาพวกเรามาไว้ข้างบนโลกเขาจะเข้ามาเอาผลผลิตตรงนี้ในอนาคตไปหรือเปล่า หรือ ผลผลิตตรงนี้มันจะเป็นอย่างอื่นก็เป็นได้

เพราะว่าตรงจุดนี้ถ้าเราจำไม่ผิดคนที่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกคนที่มีไฮคิวสูงๆเขาได้บอกว่าคนจริงๆพวกนี้เขาได้เสียชีวิตไปแล้วแต่มันก็ยังได้มีการเก็บเอาไว้เป็นความลับนั่นก็คือเขาเหล่านี้ได้ถูกเก็บสมองเอาไว้และเขาได้บอกเอาไว้ว่าในอนาคตเขาจะเอาสมองของบุคคลเหล่านั้น

มาโคลนนิ่งเราอาจจะได้เห็น ไอน์สไตน์ในอนาคตหรือเราอาจจะได้เห็นนักวิทยาศาสตร์ดังๆที่เขาได้เสียชีวิตไปแล้วในอนาคตมันก็อาจจะเป็นไปได้ ซึ่งตรงนี้เราก็ไม่ค่อยชัวเท่าไหร่เพราะเราได้ไปหาข้อมูลจากต่างประเทศมาแล้วเราก็เลยคิดว่ามันก็อาจจะเป็นไปได้ ซึ่งตรงนี้มันก็อาจจะเป็นผลผลิตหรือเปล่าอันนี้เราก็ไม่ชัวเหมือนกัน

แต่ในมุมมองของเรา เราได้คิดว่าโลกของเรามันก็เหมือนฟามร์ ซึ่งมันอาจจะมีมือที่เรามองไม่เห็นหรือมันอาจจะมีพระเจ้าที่เราได้พูดกันมันอาจจะสร้างเราขึ้นมาเพื่อได้อาศัยอยู่บนโลกและได้มีการวิวัฒนาการตัวเองจนถึงจุดๆหนึ่งเขาอาจจะเข้ามาเก็บเกี่ยวผลผลิตหรือเปล่า ตรงนี้มันก็อาจะเป็นอีกหนึ่งทฤษฎีที่มันจะเป็นไปได้แล้ว

มันก็ได้มีนักวิทยาศาสตร์หลายๆคนก็มีทฤษฎีนี้อยู่ในหัวอยู่เหมือนกัน และ ทฤษฎีสุดท้ายนี้ที่มันได้มีความเชื่อถือค่อนข้างต่ำแต่มันก็ได้มีคนเชื่อกันอยู่และมีหลายๆคนได้เชื่อกันว่ามันก็อาจจะเป็นไปได้นั่นก็คือ บรรพบุรุษของมนุษย์โลกเราได้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มันได้มาจากกาแลกซี่อื่นและได้เป็นนักโทษที่ถูกขับไล่ให้มาอยู่บนโลกพร้อมกับลบความทรงจำคือทฤษฎีตรงนี้

ที่เราได้ไปศึกษามามันอาจจะดูงมงายและมันได้มีความเป็นจริงที่น้อยมากแต่เราพอลองไล่อ่านลองเจาะลึกลงไปเรื่อยๆมันก็อาจจะเป็นไปได้หรือเปล่าคือทฤษฎีตรงนี้เขาได้บอกว่าจริงๆแล้วโลกของเราในยุคนั้นมันไม่ได้มีสายพันธุ์มนุษย์อยู่เลยแต่มันได้มีสิ่งมีชีวิตมีแบคทีเรียมีสัตว์มีลิงแต่มันไม่มีมนุษย์อยู่บนโลกซึ่งอยู่ดีๆวันหนึ่งกก็ได้มีนักโทษจากกาแลกซี่อื่นถูกขับไล่ให้มาอยู่บนโลกและมาใช้ชีวิตอยู่บนโลกโดยที่ไม่มีเทคโนโลยีอะไรเลย

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน แจกเครดิตฟรี ไม่ต้องฝาก

ตำนานสวนเอเดนงูร้ายและแอปเปิ้ล

       คำสาปอดัมกับอีฟนับเป็นคำสาบแรกตั้งแต่พระเจ้าเริ่มสร้างโลกขึ้นมา ซึ่งเรื่องราวของอดัมกับอีฟนั้นมีปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลตอนหนึ่งของศาสนาคริสต์ ซึ่งรายละเอียดของอดัมกับอีฟนั้นเราพอจะทราบกันคร่าวๆอยู่แล้วว่าพระเจ้านั้นได้ทรงสร้างชายหญิงคู่หนึ่งขึ้นมาโดยฝ่ายชายนั้นชื่ออดัมส่วนฝ่ายหญิงนั้นชื่ออีฟซึ่งการสร้างนั้นพระเจ้าได้มีการเสกอดัมซึ่งเป็นผู้ชายขึ้นมาก่อนหลังจากที่ได้มีการสร้างอดัมขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว

จึงได้มีการนำซี่โครงบางส่วนของอดัมนั้นมาเสกเป็นผู้หญิงที่ชื่อว่าอีฟ จากที่ได้มนุษย์คู่หนึ่งขึ้นมาเป็นอดัมกับอีฟแล้วพระเจ้าก็ได้มีการส่งทั้งอดัมและอีฟนั้นไปอยู่ที่สวนแห่งหนึ่งซึ่งเราเรียกสวนสวรรค์แห่งนั้นว่าสวนเอเดนโดยพระเจ้าได้มีการสั่งทั้งอดัมและอีฟว่าพวกเขาสามารถอยู่ในส่วนนี้และสามารถที่จะหยิบจับกินอะไรก็ได้ในส่วนนี้ทั้งหมดยกเว้นแอปเปิลซึ่งเป็นผลไม้แห่งความรู้

หลังจากที่พระเจ้าส่งอดัมและอีฟมาอยู่ที่สวนเอเดนนั้นพวกเขาก็ทำตามกฎระเบียบที่พระเจ้าสั่งอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอดและพวกเขาก็อยู่ที่สวนเอเดนนั้นอย่างสงบสุขเรื่อยมา แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นจนได้เมื่อวันหนึ่งมีงูโดเรตัวหนึ่งเลื้อยมาหาเอฟและมันได้มีการชักชวนให้อีฟนั้นลองกินแอปเปิ้ล และไม่เพียงแค่ให้อีฟกินแอปเปิ้ลเท่านั้นมันยังแนะนำให้อีฟนั้นชวนอดัมมากินแอปเปิ้ลด้วยกันอีกด้วย และเมื่อพระเจ้ารู้เรื่องที่เกิดขึ้นพระเจ้าจึงได้ทำโทษงูตัวนั้นด้วยการให้มันนั้นเลื้อยไปกับพื้นด้วย

การนำท้องไถลไปกับพื้นดิน ส่วนอีฟนั้น พระเจ้าได้สาปให้เธอนั้นมีบุตรและจะต้องมีการคลอดบุตรออกมาด้วยความเจ็บปวดและทรมาน ส่วนทางด้านอดัมนั้นซึ่งเป็นฝ่ายชายพระเจ้าได้มีการสาปให้อดัมนั้นมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลครอบครัวและหาเลี้ยงครอบครัวไปจนตลอดชีวิต และตำนานความเชื่อนี้เองที่มีการระบุเอาไว้ว่าบรรพบุรุษของมนุษย์เรานั้นก็คืออดัมและอีฟและที่มนุษย์โลกนั้น

ต้องมีพฤติกรรมแบบนี้ก็เพราะว่าอดัมและอีฟนั้นถูกลงโทษเพราะฉะนั้นผลของการสาปของพระเจ้าที่มีต่ออดัมและอีฟจึงตกมาสู่ลูกหลานอย่างพวกเราเป็นรุ่นต่อรุ่นซึ่งในปัจจุบันเราก็จะเห็นได้ว่าผู้หญิงนั้นก็มักจะต้องคลอดลูกด้วยความเจ็บปวดทรมานก่อนลูกจะคลอดออกมาส่วนผู้ชายนั้นก็จะมีหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัวทำงานตั้งแต่แต่งงานจนถึงเสียชีวิตเลยทีเดียวและคำสาปจะยังคงอยู่แบบนี้ตลอดไป 

 

 

สนับสนุนโดย  sagame666

ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน

ตำนานความรักที่เป็นสาเหตุให้ต้องตายที่ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน

เชื่อว่าไม่มีใครคนไหนในประเทศไทยที่ไม่รู่จักสถานที่อันโด่งดังไปทั่วประเทศนั้นก็คือ……. “ ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน” ถ้าใครยังจำไม่ได้ก็จะตองจำได้หากหนึ่งถึงนักเตะบอลทีมหมูป่าที่ได้เผลอเข้าไปในที่แห่งนี้แหละออกมาไม่ได้อยู่หลายวัน แต่เมื่อมีเจาหน้าที่จุดทูบและลองเข้าไปตรวจหาคนในถ้ำอีกครั้งก็พบกลุ่มนักฟุตบอลในที่สุด

ซึ้งนั้นทำให้สถานที่นี้ยิ่งโด่งดังเข้าไปใหญ่จนแม้แต่คนต่างประเทศก็รู้จักที่นี้เป็นอย่างดี โดยที่นี้นั้นมีตำนานที่เล่าลือกันมานานมากแต่ตั้งที่ภูเขานี้ถูกค้นพบและตีตราว่ามีรูปร่างเหมือนกับหญิงสาวกำลังนอนอยู่ที่พื้น โดยหลังจากที่มีการถูกตรีตราว่าภูเขาลูกนี้มีหน้าตาเหมือนกับหญิงสาวนั้น ก็ได้ยินมีคนเฒ่าคนแก่หลายๆคนออกมาบอกถึงตำนานที่ตัวเอง

บอกว่าเคยได้ยินมานานตั้งแต่สมัยรุ่นปู่รุ่นทวดว่าทำไมถึงมีภูเขาที่หน้าตาคล้ายกับหญิงสาวเช่นนี้โดยวันนี้ที่เราพูดถึงเรื่องนี้ก็เพราะว่าเราจะมาเล่าถึงตำนานที่ถูกกล่าวขานกันมาตั้งนานแล้วด้วยตำนานที่ว่านั้นจะมีความน่าสนใจมากแค่ไหนและเรื่องราวเป็นมายังไงจึงทำให้มีภูเขาแบบนี้เดี๋ยวเราไปฟังไปพร้อมๆกันเลยค่ะ

เรื่องราวนั้นมีอยู่ว่ามีองค์หญิงคนหนึ่งนั้นเป็นผู้หญิงที่มีความสวยงามเป็นอย่างมากโดยเธอเองนั้นก็มีชื่อเสียงเลื่องลือเรื่องของความงามของเธอโดยชื่อสิ่งที่ถูกแพร่สะพัดไปทั่วและก็มีเจ้าชายจดมึงหลายๆเมืองที่เข้ามาขอเธอแต่งงานแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธออยากแต่งงานกับใครเลยแม้ว่าจะมีหนุ่มหล่อมากมายหรือมีหนุ่มหล่อที่มากความสามารถมาจากมุมไหนก็ตามเธอก็ไม่สนใจ

เพราะว่าเธอนั้นมีชายที่รักอยู่แล้วโดยใช้คนนั้นก็คือท่านแม่ทัพคนนึงที่เธอนั้นหลงรักเขามาตั้งแต่เด็กโดยท่านพ่อของเธอเองก็เห็นด้วยกับเรื่องที่พวกเขานั้นจะแต่งงานด้วยกันตอนเด็กๆทั้งสองนั้นสัญญาแต่งงานกันแล้วฝ่ายชายก็ตอบตกลงพ่อโตขึ้นหญิงสาวอายุประมาณ 27 ปีเธอบอกว่าในเช้าวันต่อมาจะเริ่มจัดงานแต่งงานทันที

ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็มีการทำหน้าที่สีหน้าตกใจแต่เมื่อหญิงสาวถามว่าเป็นอะไรก็ตอบเพียงแค่ว่าเขาแค่ตื่นเต้นเท่านั้นโดยเธอก็ไม่ได้สนใจอะไรและคิดว่าเขาก็รักเธออย่างจริงใจเธอจึงรีบกลับห้องไปเตรียมงานให้เรียบร้อยแต่เมื่อถึงเวลาที่เจ้าบ่าวจะเข้ามาในงานแต่งงานทุกคนกลับพบว่าเจ้าบ่าวนั้นหายตัวไปอย่างหนาแน่นทำให้องค์หญิงเสียใจเป็นอย่างไร

บ้างเธอพยายามตามหาเจ้าชายไปทั่วประเทศจนไปถึงเมืองแห่งหนึ่งโดยมีชื่อว่าเมืองเวียงจันทน์เธอพบกับชายชราคนนึงเธอจึงเข้าไปนำอาหารและน้ำมาให้เขาทานหลังจากที่ตาแก่คนนั้นได้ทำการกินอาหารและน้ำจนอิ่มองค์หญิงก็ถามเขาว่าเขารู้จักชายหนุ่มคนนั้นหรือไม่โดยเธอนั้นก็เล่าถึงรายละเอียดของคนที่กำลังจะแต่งงานกับเธอไป

ซึ่งก็คือท่านแม่ทัพโดยตาแก่คนนั้นก็ได้บอกว่าเท่านั้นรู้จักเลยอย่างดีเพราะว่าชายหนุ่มคนนั้นเป็นคนที่มักจะให้เงินเขาเวลาเขาไปขอเงินแล้วชายหนุ่มคนนี้นั้นกำลังจะแต่งงานกับหญิงสาวที่สวยที่สุดในหมู่บ้านเมื่อถึงได้ยินดังนั้นจึงเสียใจและหลังจากนั้นก็ปลอมตัวเป็นชาวสวนลองเดินทางเข้าไปใกล้บ้านใกล้จุดที่จัดงานซึ่งเธอก็พบว่าชายหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกับหญิงสาวสุดสวยงั้น

ก็คือท่านแม่ทัพคนที่เธอหลงรักและคิดจะแต่งงานด้วยนั่นเองนั่นทำให้เธอเสียใจมากเธอเพิ่งรู้ว่าที่เขาหายไปนั้นไม่ใช่เพราะว่าเขาถูกจับตัวไปหรือเกิดเรื่องร้ายอะไรขึ้นกับเขาแต่เขาหนีมากับหญิงสาวที่มุมเวียงจันทน์และมาแต่งงานด้วยกันทำให้เธอเสียใจนอนหลับน้ำตารินไหลตลอดเวลาจนสุดท้ายก็ตามใจตายด้วยความเสียใจที่เหมือนถูกความรักหักหลัง 

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  บา คา ร่า sagame

เปิดตำนานแม่มด Witch/แม่มด

สำหรับเรื่องของแม่มดนั้นถ้าเราได้พูดถึงรูปลักษณ์ภายนอกเราก็คงจะติดภาพว่าจะเป็นผู้หญิงแก่หน้าตาหน้ากลัวปากยาวๆจมูกใหญ่ๆแล้วก็มีเวทมนต์ ถ้าเกิดรูปลักษณ์ที่เห็นได้เด่นชัดก็คือมีการขี่ไม้กวาดได้อะไรประมาณนั้น ซึ่งจะถามว่ารูปลักษณะของแม่มดจริงๆที่มันได้เคยมีอยู่บนโลกมันเป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่าขอบอกตรงนี้เลยว่ามันเป็นแบบนนั้นจริงๆ

แต่เรื่องของการขี่ไม้กวาดหรือการลอยได้ ตรงนี้หน้าประวัติศาสตร์ที่ขาได้บันทึกเอาไว้มันไม่ได้มีจารึกเอาไว้ว่าแม่มดนั้นขี่ไม้กวาดได้จริงหรือเปล่าแต่ทางประวัติศาสตร์เขาได้บัญญัติคำว่าแม่มดเอาไว้ว่าเป็นผู้ใช้เวทมนต์หรือคุณไสย โดยแม่มดจะถูกแบ่งออกเป็นสองจำพวก คือ แม่มดขาว และ แม่มดดำ แม่มดขาว  และ แม่มดดำ เราไม่ได้หมายถึงเรื่องของสีผิวของแม่มดหรือสีชุดที่แม่มดใส่แต่สีขาวและสีดำนั้นมันหมายถึงแม่มดนั้นๆ อย่างเช่น แม่มดดำ คือแม่มดที่ได้เคารพบูรชาซาตานและใช้เวทมนต์

โดยอาศัยความช่วยเหลือจากบรรดาพูดและวิญญาณด้านมืดโดยสตรีฝรั่งสมัยก่อนทั้งหลายที่ได้ฝึกเวทมนต์คาถาแนวนี้จะเป็นแม่มดดำทั้งหมดเลย ส่วน แม่มดขาวจะเป็นพวกที่นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เหนือธรรมชาติหรือ Supreme Being โดยแม่มดขาวจะแตกต่างกับแม่มดดำตรงที่ว่าแม่มดขาวจะอาศัยความช่วยเหลือจากนางฟ้านักบุญและวิญญาณที่มีธรรม

ซึ่งถ้าเราได้ฟังตรงนี้มาเราเชื่อว่าหลายๆคนก็น่าจะคิดเป็นเสียงเดียวกันว่าและมันจะต่างอะไรกับอาคมเวทมนต์หรือคุณไสยที่อยู่ในประเทศไทยถ้าให้เราตีความตรงจุดนี้เราขอบอกว่ามันไม่ได้เหมือนกันร้อย%แต่มันได้มีความคล้ายคลึงกันในระดับหนึ่งเลยก็ว่าได้ คือ ถ้าเกิดให้เรานั้นได้เปรียบเทียบกันจริงๆ

สมมุติในประเทศไทยเราได้มีกุมารทองส่วนของแม่มดก็จะเป็นวิญญาณหัวซาตานหรือจะเป็นลูกกระตาซาตานหรืออะไรแบบนี้ที่มันได้เป็นขอขลังและอย่างของไทยมีเวทมนต์อาคมแต่ของแม่มดก็จะเป็นพลังเรียกฟ้าเรียกฝนหรือการสาปแช่งในของผู้อื่น ซึ่งตรงนี้มันจะคล้ายกับคุณไสยมากแต่มันก็จะต่างกันนิดหน่อยตรงที่ว่าเรื่องของการใช้งานและพิธีกรรม ถ้าเป็นคุณไสยการใช้งานจะเป็นการใช่ความแค้นลงไปในวิญญาณภูผีหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เขาจะใช้ในการกระทำนั้นๆโดยจะมีวิธีการเอาดิบเจ็ดป่าช้าเอาศพเด็ก

ที่ตายทั้งกลมหรืออะไรแบบนี้เอามาทำพิธีกรรม ซึ่งตรงนี้มันจะแตกต่างกับทางเวทมนต์ของแม่มดตรงที่ว่าเวทมนต์ของแม่มดนั้นเขาจะใช้เป็นการบูชายันต์พวกไก่งูแพะเพื่อเรียกฟ้าเรียกฝนหรือสาปแช่งหรือทำเครื่องรางของขลังจากพวกสัตว์เหล่านี้มากกว่าการใช้มนุษย์นั้นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sagame

ตำนานผีแม่ม่าย เขาสวนกวาง

    ช่วงประมาณเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2561 ณ เขาสวนกวาง  หมู่บ้านป่าหวายนัง  บริเวณหมู่ 4    ที่หมู่บ้านแห่งนี้เรามักจะเห็นชาวบ้านต่างก็พากันนำเสื้อสีแดงมาแขวนเอาไว้ที่หน้าบ้าน หรือบ้านบางอย่างนั้นก็มักจะนำเสื้อสีแดงไปแขวนไว้

ตามรั้วหรือตามประตูบ้านส่วนสาเหตุที่พวกเขานำเสื้อสีแดงมาแขวนไว้ที่หน้าบ้านหรือตามประตูบ้านนั้น เกิดจากชาวบ้านต้องการแก้เคล็ดเนื่องจากมีความ

เชื่อกันว่าผีแม่หม้ายจะเอามาเอาวิญญาณของคนในหมู่บ้าน เป็นเหยื่อของพี่ไม่ไม่ส่วนใหญ่นั้นมักจะเป็นผู้ชายร่างกายกำยำแข็งแรงซึ่งสาเหตุการเสียชีวิตนั้น

บางครั้งก็ประสบอุบัติเหตุบางครั้งก็ตายไปเฉยๆโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ และสิ่งที่เขานำเสื้อสีแดงมาแขวนไว้ตรงบริเวณหน้าบ้านและตามประตูบ้านนั่นก็คือ เราต้องการป้องกันภัยไม่ให้ผู้ชายในหมู่บ้านนั้นเสียชีวิตเนื่องจากว่ามีความเชื่อกันว่าผีเหล่านั้นกลัวสีแดง ซึ่งความเชื่อเรื่องผีแม่หม้ายนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นมาในปัจจุบันนี้เท่านั้นเราจะเห็นได้ว่ามีการเล่าตำนานเรื่องผีแม่หม้ายนี้

มายาวนานหลายสิบปีแล้วด้วยกันตั้งแต่เกิดมาเรามักจะได้ยินเรื่องของผีแม่หม้ายจะมาเอาชีวิตชายหนุ่มเป็นจำนวนมากบางครั้งชาวบ้านก็จะให้มีการเอาเสื้อแดงมาแขวนไว้ที่หน้าบ้านแต่บางครั้งก็จะใช้เป็นลักษณะของการทาเล็บสีแดงซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าผีแม่หม้ายนั้นมีความเกรงกลัวสีแดงเป็นอย่างมากดังนั้นส่วนใหญ่จึงจะให้ทาเล็บแดงหรือเอาเสื้อแดง

ไว้มาแขวนหน้าบ้านที่เป็นตำนานความเชื่อที่มีกันมานานหลายปีแม้แต่ปัจจุบันนี้ชาวบ้านตามพื้นที่ห่างไกลในจังหวัดขอนแก่นเองก็คงยังมีความเชื่อในลักษณะนี้อยู่เหมือนเดิมแต่อย่างไรก็ดีก็ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่าหลังจากที่มีการนำเสื้อสีแดงมาแขวนไว้แล้วนั้นผู้ชายรูปร่างกำยำในหมู่บ้านเสียชีวิตไปหรือไม่เพราะจากสถิติที่ผ่านมาเมื่อเกิดเหตุการณ์ผู้ชายในหมู่บ้านตายพร้อมๆกันหลายคนนั้นชาวบ้านก็จะบอกว่าผีมาๆมาเอาชีวิตไปและหลังจากที่เอาเสื้อมาแขวนแล้วจำนวน

ผู้เสียชีวิตนั้นก็ไม่มีซึ่งทำให้เราไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจริงๆแล้วที่ไม่มีคนตายนั้นเกิดจากการที่เรานำเอาเสื้อแดงมาแขวนไว้หรือเกิดจากการที่ผู้คนเริ่มใส่ใจตัวเองมากขึ้นระมัดระวังตัวเองมากขึ้นจึงไม่ทำให้เกิดอุบัติเหตุถึงขนาดล้มตายนั่นเอง 

ในปัจจุบันเมื่อไม่นานมานี้ช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโคโรนาก็ยังเห็นหมู่บ้านบางหมู่บ้านมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของเสื้อแดงซึ่งมีการนำเสื้อแดงไว้มาแขวนตามหน้าบ้านและประตูรั้วบ้านโดยหวังว่าเสื้อแดงนั้นจะสามารถป้องกันไวรัสโคโรน่าไม่ให้คนในบ้านต้องติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ด้วย

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่าsagame

ตำนานลับแลแห่งกรุงเก่า 

     สำหรับเมืองลับแลนั้นไม่ได้มีพูดถึงกันเฉพาะที่เมืองโคราชเท่านั้นแต่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเคยมีเรื่องเล่าถึงชายคนหนึ่งที่มีท่าทางแปลกๆเช่นเดียวกัน โดยใช้คนนั้นมีการแต่งกายที่ไม่เหมือนกับ คนทั่วไปเพราะเขาแต่งกายนุ่งโจงกระเบนไม่สวมเสื้อซึ่งเป็นการแต่งตัวขายกับคนโบราณ และที่เอวมีการผูกผ้าขาวม้าเอาไว้ซึ่งประมาณนี้น่าจะมีการเตรียมเอาไว้เวลาที่ชายคนดังกล่าวซื้อของจะได้เอามาใส่ผ้าขาวม้าผูกเอาไว้

และเงินทองที่เขานำมาซื้อข้าวของเครื่องใช้นั้นเป็นเงินพดด้วงซึ่งเป็นเงินที่มีการใช้งานกันในสมัยโบราณนั่นเอง ร้านค้าที่ชายคนดังกล่าวไปซื้อของนั้นต่างก็พากันไม่เข้าใจว่าชายคนดังกล่าวเอาอะไรมาซื้อเพราะปัจจุบันนี้การซื้อขายสินค้ากันนั้นจะใช้ธนบัตรกันหมดแล้วทุกคนจึงไม่รู้จักเงินสกุลตราพดด้วงกันมากนัก

ไม่มีใครให้เอาสกุลเงินพดด้วงไปซื้อของใช้คนดังกล่าวจึงแก้ปัญหาด้วยการนำต่างหูทองที่เขามีอยู่ไปแลกเพื่อซื้อข้าวของเครื่องใช้ต่างๆแทน แต่พ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายต่างก็เกิดความหวาดระแวงว่าต่างหูที่ชายคนดังกล่าวนั้นนำมาแลกจะเป็นต่างหูทองคำปลอมเสียกระมัง แต่อย่างไรก็ตามในที่สุดก็มีพ่อค้าคนหนึ่งเกิดความรู้สึกสงสารชายคนดังกล่าวจึงได้นำสินค้าที่ตนเองมีอยู่ไปแลกกับต่างหูของชายคนนั้น หลังจากที่มีการเลือกซื้อสินค้ากันเรียบร้อยแล้วชายคนดังกล่าวก็ได้มีการบอกให้พ่อค้านำสินค้าที่มีการสั่งซื้อ

ทั้งหมดไปไว้ที่ท่าน้ำให้เรียบร้อย ซึ่งพ่อค้าก็ยินดีจัดเตรียมสินค้าให้และนำสินค้านั้นไปไว้ตรงบริเวณคลอง มันคือท่าน้ำที่เป็นคลองปัจสุตรงแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่มีการยื่นสินค้าให้กับชายคนนั้นเสร็จเพียงแค่พ่อค้าหันหน้าไปแป๊บเดียว หันกลับมาอีกทีชายคนดังกล่าวก็หายไปเสียแล้ว ซึ่งพ่อค้านั้นตกใจมากแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเนื่องจากว่าข้าวของที่ใช้คนดังกล่าวซื้อนั้น

มีปริมาณมากและที่สำคัญเขามาซื้อของคนเดียวไม่มีใครช่วยขนอย่างแน่นอนและอีกอย่างหนึ่งก็คือบริเวณดังกล่าวนั้นยังไม่มีเรือที่จะมารับของชายคนดังกล่าวไปเลย แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ได้ไม่ได้สนใจอะไรเขาจึงนำต่างหูที่ได้มาจากการขายของนั้นไปให้พ่อค้าร้านทองดูให้ เจ้าของร้านทองเมื่อเห็นแล้วก็บอกว่านี่คือต่างหูทองคำโบราณแท้ๆและได้มีการสอบถามพ่อค้าว่าไปเอาต่างหูนี้มาจากไหน

ซึ่งเมื่อพ่อค้าได้อย่างนั้นเกรงว่าจะเกิดปัญหาตามมาภายหลังจึงได้บอกไปว่าต่างหูดังกล่าวนั้นเป็นของบรรพบุรุษเก่าแก่ของปู่ย่าของเขาเอง หลังจากนั้นเขาก็กลับมาเล่าให้กับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดฟังว่าเขาไปเจออะไรมาบ้าง หลังจากนั้นพ่อค้าแม่ค้าในตลาดต่างก็เฝ้ารอชายคนดังกล่าวให้กับมือชั้น 2 อีกครั้งหนึ่งเพื่อหวังที่จะได้ทองคำโบราณเหมือนกับพ่อค้าคนแรกนั่นเอง เวลาเนินนานผ่านไปหลายปีผู้คนต่างพากันลืมเรือนชายคนแปลกหน้านั้นไปแล้วแต่อยู่ดีๆก็มีชายแต่งตัว

แปลกประหลาดมาเดินซื้อของที่ตลาดอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้เขามากับหญิงรับใช้ 2 คนซึ่งก็มีลักษณะการแต่งกายคล้ายกับคนโบราณเหมือนเดิม ภาษาที่พวกเขาใช้พูดคุยกันนั้นพวกเขาใช้ภาษาที่เป็นคำศัพท์โบราณ และยังคงมีพ่อค้าแม่ค้าที่ยังเคยจดจำหน้าชายคนนี้ได้ต่างก็พากันแปลกใจมากกว่า เวลาผ่านไปมาตั้งหลายปีแล้วทำไมชายคนดังกล่าวถึงไม่แก่ขึ้นเลย

แต่ก็ไม่มีใครสนใจอะไรเพราะหวังจะให้ชายคนนั้นซื้อสินค้าของตนเองซึ่งใช้คนดังกล่าวก็ซื้อสินค้าไว้เยอะแยะมากมายและให้แม่ค้าพ่อค้านำสินค้าไปไว้ที่จุดเดิม ในครั้งนี้เหล่าพ่อค้าแม่ค้าในตลาดก็พากันมาแอบดูเพราะอยากจะเห็นว่าชายคนดังกล่าวนั้นกลับบ้านทางไหน และสิ่งที่พ่อค้าแม่ค้าเห็นก็คือชายคนนั้นและคนติดตามอีก 2 คนต่างก็พากันหิ้วข้าวของที่ซื้อมาแล้วพากันเดินลงแม่น้ำหายไปต่อหน้าต่อตานั้นเอง

 

สนับสนุนโดย  sagame คาสิโนออนไลน์

ตำนานเฝ้าผี ที่ผักไห่

          ที่อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้น มีตำนานเกี่ยวกับวิญญาณและผีเยอะมาก ซึ่งวันนี้เราจะนำตำนานที่มีการเล่าขานกันมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ในอำเภอผักไห่ ซึ่งบ้านเลขที่อะไรนั้น เราเว้นเอาไว้ในฐานที่เข้าใจก็แล้วกันนะคะ แต่ที่เราสามารถบอกได้ก็คือ บ้านหลังนี้อยู่ใกล้กับบ้านเขียวของขุนพิทักษ์มากอยู่ห่างกันเพียงแค่ 500 เมตรเท่านั้นเอง

เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยได้ทราบตำนานบ้านเขียวของขุนพิทักษ์กันมาบ้างนะคะ เพราะบ้านหลังดังกล่าวมีประวัติมากว่า100ปีและที่สำคัญมีประวัติเกี่ยวกับความน่ากลัวของเหล่าวิญญาณโดยหลายคนเชื่อว่าเป็นวิญญาณของขุนพิทักษ์กับข้าทาสบริวารของท่าน แต่ปัจจุบันบ้านเขียวของขุนพิทักษ์นั้นถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเลยทีเดียว

ส่วนบ้านที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ก็อยู่ห่างจากบ้านขุนพิทักษ์ไม่ไกลนั่นเอง บ้านหลังนี้เคยมีคนที่เคยเฝ้าอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้เคยให้ข้อมูลว่าในสมัยก่อนนั้นมีปู่ทวดและอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวนี้ ซึ่งในสมัยโบราณนั้นปู่ทวดคนนี้เป็นหมอยาซึ่งเป็นหมอยาที่มีชื่อเสียงอย่างมากรักษาใครก็หายเป็นหมอยาที่เก่งกาจมากในอำเภอผักไห่เลยทีเดียว

โดยชาวบ้านนับถือคุณปู่ทวดคนนี้ว่าเป็นคุณหมอเทวดาที่สามารถช่วยเหลือชาวบ้านให้หายจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วย จนถึงในวันที่ท่านต้องเสียชีวิตลงชาวบ้านก็ไม่เคยมีใครคิดว่าท่านจะเป็นวิญญาณมาคอยหลอกหลอนคนในพื้นที่ คนที่ดูแลบ้านหลังนี้กล่าวไว้ว่าก่อนที่ปู่ทวดหมอเทวดาจะเสียชีวิตนั้นได้มีการสั่งเสียลูกหลานเอาไว้ว่าให้เก็บร่างของท่านไว้ในบ้านหลังนี้ไม่ให้เผาร่างของท่าน

ซึ่งหลังจากที่ท่านเสียไปหลายๆก็ทำตามความตั้งใจของท่านคือไม่เผาโดยมีคนดูแลมานอนเฝ้าศพอยู่ทุกวัน ซึ่งความน่ากลัวอยู่ตรงที่ว่าคนที่ดูแลเฝ้าศพปู่ทวดนั้นได้อยู่อาศัยและเฝ้าศพปู่ทวดมายาวนานถึง 30 ปีเขาเล่าว่าในแต่ละวันที่เขาอยู่เฝ้าศพของปู่ทวดนั้นบางคืนเค้าก็จะได้ยินเสียงคนเดินไปมาอยู่บนบ้านบางคืน

ก็จะได้ยินเสียงคนมากวาดใบไม้อยู่บริเวณหน้าบ้าน ซึ่งคนดูแลก็ได้บอกกับคนอื่นว่าถึงแม้ว่าเขาจะได้ยินเสียงแปลกๆเป็นแบบนี้แทบทุกวันแต่เขาก็ไม่เคยกลัวเลยและที่น่าอัศจรรย์มากกว่าการเล่าวิญญาณของผีปู่ทวดนี้ก็คือ ท่านเสียชีวิตตั้งแต่ท่านอายุ 12 ปี นั่นแสดงว่าท่านเป็นหมอเทวดาตั้งแต่เด็กเลย

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sagame77

ฉลามยักษ์ดำดำบรรพ์เมกาโลดอนมันยังไม่สูญพันธุ์ไปจริงหรือเปล่า?

สำหรับเรื่องนี้จากที่เราได้ไปหามามันก็มีทั้งมุมคนที่เขาได้บอกว่ามันสูญพันธุ์ไปแล้วมันไม่มีตัวตนจริงๆบนโลกนี้หลอกมันเป็นเพียงข่าวปรัมปราและกับอีกมุมหนึ่งมันก็ยังได้มีคนเชื่อกันว่า เมกาโลดอน

หรือ ฉลามยักษ์ล้านปีมันน่าจะยังมีชีวิตอยู่เพราะด้วยมันอาจจะมีหลักฐานหลายอย่างที่แบบว่ามีการพบเจอมีการถ่ายคลิปเอาไว้ได้หรือมีเรื่องเล่าต่อๆกันมันก็ยังได้มีมาอยู่เรื่อยๆสำหรับเรื่องนี้หากเราลลองเจาะให้มันลึกลงไปมันก็อาจจะเป็นไปได้วว่าเมกาโลดอนมันอาจจะยังมีตัวตนอยู่จริงๆบนโลกใบนี้

 ว่ากันว่าในยุคปัจจุบันที่เรานั้นได้อาศัยอยู่กันในปัจจุนี้มันยังมีสิ่งมีชีวิตที่เขายืนยันแล้วว่าสูญพันธุ์ไปแล้วได้อาศัยอยู่และสิ่งที่มีชีวิตเหล่านั้นถูกยืนยันได้จากการพบเจอจากการบอกเล่าบอกต่อมีการถ่ายรูปภาพและคลิปวีดีโอยืนยันเอาไว้แต่การค้นพบเหล่านั้นมันก็ได้มีการถกเถียงกันอยู่ตลอดเวลาว่ามันเป็นของจริงหรือว่ามันเป็นของปลอมหรือว่ามันเป็นของที่มันได้ถูกแต่งขึ้นมา

และได้มีการตรวจสอบกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสัตว์เหล่านี้มันจะมีอยู่เพียงแค่ไม่กี่สายพันธุ์ที่ถูกค้นพบและวิจัยกันมาตั้งแต่อดีตจนมาถึงในปัจจุบันและหนึ่งในสายพันธุ์นั้นที่เราได้มีการพูดถึงกันมากที่สุดก็คือเจ้าปลาฉลามยักษ์ในยุคดึกดําบรรพ์หรือMegalodonนั่นเอง ซึ่งMegalodonที่เราได้พูดถึงกันตรงนี้มันได้เป็นสิ่งที่มีชีวิตขนาดใหญ่ที่ว่ากันว่ามันได้สูญพันธุ์ไปแล้วประมาณ23-2.6ล้านปีก่อนหรือก่อนยุคไมโอซีนตอนนั้นเลยโดยลักษณะของMegalodonที่เราจะพูดถึงตรงนี้

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เขาได้มีการสันนิษฐานกันว่าMegalodonมันน่าจะมีรูปร่างน่าตาคล้ายกันกับเจ้าปลาฉลามขาวในยุคปัจจุบันของเราแต่ขนาดลำตัวของMegalodonนั้นมันจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าพวกปลาฉลามประมาณหลายสิบเท่าตัวว่ากันว่ามันน่าจะมีขนาดใหญ่มากที่สุดประมาณ60ฟุตหรือ 20-22เมตรกันเลยทีเดียว

ซึ่งตรงจุดนี้เราต้องขอบอกก่อนเลยว่ามันเป็นเพียงการคาดเดาเอาเท่านั้นเพราะจากข้อมูลที่เรานั้นได้ไปหามาได้นั้นเขายังได้บอกอีกว่าหลักฐานในการค้นพบMegalodonหรือเจ้าปลาฉลามยักษ์ในยุคดึกดำบรรพ์มันมีค่อนข้างที่จะน้อยมากเพราะมันได้มีหลักฐนเพียงแค่ไม่กี่ชิ้นและส่วนใหญ่หลักฐานเหล่านั้นมันจะไม่มีความสมบูรณ์สักหลักฐานเลย

 

สนับสนุนโดย  bk8