ตำนานเฝ้าผี ที่ผักไห่

          ที่อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้น มีตำนานเกี่ยวกับวิญญาณและผีเยอะมาก ซึ่งวันนี้เราจะนำตำนานที่มีการเล่าขานกันมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ในอำเภอผักไห่ ซึ่งบ้านเลขที่อะไรนั้น เราเว้นเอาไว้ในฐานที่เข้าใจก็แล้วกันนะคะ แต่ที่เราสามารถบอกได้ก็คือ บ้านหลังนี้อยู่ใกล้กับบ้านเขียวของขุนพิทักษ์มากอยู่ห่างกันเพียงแค่ 500 เมตรเท่านั้นเอง

เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยได้ทราบตำนานบ้านเขียวของขุนพิทักษ์กันมาบ้างนะคะ เพราะบ้านหลังดังกล่าวมีประวัติมากว่า100ปีและที่สำคัญมีประวัติเกี่ยวกับความน่ากลัวของเหล่าวิญญาณโดยหลายคนเชื่อว่าเป็นวิญญาณของขุนพิทักษ์กับข้าทาสบริวารของท่าน แต่ปัจจุบันบ้านเขียวของขุนพิทักษ์นั้นถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเลยทีเดียว

ส่วนบ้านที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ก็อยู่ห่างจากบ้านขุนพิทักษ์ไม่ไกลนั่นเอง บ้านหลังนี้เคยมีคนที่เคยเฝ้าอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้เคยให้ข้อมูลว่าในสมัยก่อนนั้นมีปู่ทวดและอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวนี้ ซึ่งในสมัยโบราณนั้นปู่ทวดคนนี้เป็นหมอยาซึ่งเป็นหมอยาที่มีชื่อเสียงอย่างมากรักษาใครก็หายเป็นหมอยาที่เก่งกาจมากในอำเภอผักไห่เลยทีเดียว

โดยชาวบ้านนับถือคุณปู่ทวดคนนี้ว่าเป็นคุณหมอเทวดาที่สามารถช่วยเหลือชาวบ้านให้หายจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วย จนถึงในวันที่ท่านต้องเสียชีวิตลงชาวบ้านก็ไม่เคยมีใครคิดว่าท่านจะเป็นวิญญาณมาคอยหลอกหลอนคนในพื้นที่ คนที่ดูแลบ้านหลังนี้กล่าวไว้ว่าก่อนที่ปู่ทวดหมอเทวดาจะเสียชีวิตนั้นได้มีการสั่งเสียลูกหลานเอาไว้ว่าให้เก็บร่างของท่านไว้ในบ้านหลังนี้ไม่ให้เผาร่างของท่าน

ซึ่งหลังจากที่ท่านเสียไปหลายๆก็ทำตามความตั้งใจของท่านคือไม่เผาโดยมีคนดูแลมานอนเฝ้าศพอยู่ทุกวัน ซึ่งความน่ากลัวอยู่ตรงที่ว่าคนที่ดูแลเฝ้าศพปู่ทวดนั้นได้อยู่อาศัยและเฝ้าศพปู่ทวดมายาวนานถึง 30 ปีเขาเล่าว่าในแต่ละวันที่เขาอยู่เฝ้าศพของปู่ทวดนั้นบางคืนเค้าก็จะได้ยินเสียงคนเดินไปมาอยู่บนบ้านบางคืน

ก็จะได้ยินเสียงคนมากวาดใบไม้อยู่บริเวณหน้าบ้าน ซึ่งคนดูแลก็ได้บอกกับคนอื่นว่าถึงแม้ว่าเขาจะได้ยินเสียงแปลกๆเป็นแบบนี้แทบทุกวันแต่เขาก็ไม่เคยกลัวเลยและที่น่าอัศจรรย์มากกว่าการเล่าวิญญาณของผีปู่ทวดนี้ก็คือ ท่านเสียชีวิตตั้งแต่ท่านอายุ 12 ปี นั่นแสดงว่าท่านเป็นหมอเทวดาตั้งแต่เด็กเลย

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sagame77

ฉลามยักษ์ดำดำบรรพ์เมกาโลดอนมันยังไม่สูญพันธุ์ไปจริงหรือเปล่า?

สำหรับเรื่องนี้จากที่เราได้ไปหามามันก็มีทั้งมุมคนที่เขาได้บอกว่ามันสูญพันธุ์ไปแล้วมันไม่มีตัวตนจริงๆบนโลกนี้หลอกมันเป็นเพียงข่าวปรัมปราและกับอีกมุมหนึ่งมันก็ยังได้มีคนเชื่อกันว่า เมกาโลดอน

หรือ ฉลามยักษ์ล้านปีมันน่าจะยังมีชีวิตอยู่เพราะด้วยมันอาจจะมีหลักฐานหลายอย่างที่แบบว่ามีการพบเจอมีการถ่ายคลิปเอาไว้ได้หรือมีเรื่องเล่าต่อๆกันมันก็ยังได้มีมาอยู่เรื่อยๆสำหรับเรื่องนี้หากเราลลองเจาะให้มันลึกลงไปมันก็อาจจะเป็นไปได้วว่าเมกาโลดอนมันอาจจะยังมีตัวตนอยู่จริงๆบนโลกใบนี้

 ว่ากันว่าในยุคปัจจุบันที่เรานั้นได้อาศัยอยู่กันในปัจจุนี้มันยังมีสิ่งมีชีวิตที่เขายืนยันแล้วว่าสูญพันธุ์ไปแล้วได้อาศัยอยู่และสิ่งที่มีชีวิตเหล่านั้นถูกยืนยันได้จากการพบเจอจากการบอกเล่าบอกต่อมีการถ่ายรูปภาพและคลิปวีดีโอยืนยันเอาไว้แต่การค้นพบเหล่านั้นมันก็ได้มีการถกเถียงกันอยู่ตลอดเวลาว่ามันเป็นของจริงหรือว่ามันเป็นของปลอมหรือว่ามันเป็นของที่มันได้ถูกแต่งขึ้นมา

และได้มีการตรวจสอบกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสัตว์เหล่านี้มันจะมีอยู่เพียงแค่ไม่กี่สายพันธุ์ที่ถูกค้นพบและวิจัยกันมาตั้งแต่อดีตจนมาถึงในปัจจุบันและหนึ่งในสายพันธุ์นั้นที่เราได้มีการพูดถึงกันมากที่สุดก็คือเจ้าปลาฉลามยักษ์ในยุคดึกดําบรรพ์หรือMegalodonนั่นเอง ซึ่งMegalodonที่เราได้พูดถึงกันตรงนี้มันได้เป็นสิ่งที่มีชีวิตขนาดใหญ่ที่ว่ากันว่ามันได้สูญพันธุ์ไปแล้วประมาณ23-2.6ล้านปีก่อนหรือก่อนยุคไมโอซีนตอนนั้นเลยโดยลักษณะของMegalodonที่เราจะพูดถึงตรงนี้

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เขาได้มีการสันนิษฐานกันว่าMegalodonมันน่าจะมีรูปร่างน่าตาคล้ายกันกับเจ้าปลาฉลามขาวในยุคปัจจุบันของเราแต่ขนาดลำตัวของMegalodonนั้นมันจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าพวกปลาฉลามประมาณหลายสิบเท่าตัวว่ากันว่ามันน่าจะมีขนาดใหญ่มากที่สุดประมาณ60ฟุตหรือ 20-22เมตรกันเลยทีเดียว

ซึ่งตรงจุดนี้เราต้องขอบอกก่อนเลยว่ามันเป็นเพียงการคาดเดาเอาเท่านั้นเพราะจากข้อมูลที่เรานั้นได้ไปหามาได้นั้นเขายังได้บอกอีกว่าหลักฐานในการค้นพบMegalodonหรือเจ้าปลาฉลามยักษ์ในยุคดึกดำบรรพ์มันมีค่อนข้างที่จะน้อยมากเพราะมันได้มีหลักฐนเพียงแค่ไม่กี่ชิ้นและส่วนใหญ่หลักฐานเหล่านั้นมันจะไม่มีความสมบูรณ์สักหลักฐานเลย

 

สนับสนุนโดย  bk8

คนมากกว่า238คนต้องมาจบชีวิตที่แห่งนี้

สถานที่ชายหาดที่มีความหวาดเสียวทำให้มีคนมากกว่า238คนต้องมาจบชีวิตที่แห่งนี้

Black Sand Beach

สำหรับชายหาดแห่งนี้ได้ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติบนเกาะฮาวายนอกจากนี้บนเกาะแห่งนี้มันก็ยังได้มีทิวทัศน์ที่มีความสวยงามเอามากๆ แต่มันได้ติดปัญหาอยู่อย่างหนึ่งนั่นก็คือ สถานที่ชายหาดแห่งนี้มันได้มีความอันตรายมากๆ เนื่องจากว่าชายหาดแห่งนี้มันได้ตั้งอยู่ข้างๆกับเนินภูเขาไฟที่มันกำลังประทุมาที่สุดในโลกและนั่นก็คือภูเขาไฟคิลาอูเอีย โดยตั้งแต่ในปี1983เป็นต้นมา

มันก็ได้พ้นลาวาลงไปในมหาสมุทรและมันก็ยังไม่มีทีท่าว่ามันจะหยุดเลยแม้แต่น้อยนอกจากนี้เหตุจากที่ลาวามันได้ไหลลงไปในทะเลนั้นมันจึงได้ทำให้อุณหภูมิภายในน้ำทะเลที่บริเวณฝั่งชายหาดมันสามารถพุ่งสูงไปถึง110องศา ดังนั้นต่อให้ชายหาดของที่แห่งนี้มันมีความสวยงามมากสักแค่ไหนคุณก็ไม่ควรที่จะเข้าไปว่ายน้ำในสถานที่บริเวณแห่งนี้เด็ดขาด

เพราะถ้าหากว่าคุณนั้นได้เข้าไปว่ายน้ำในสถานที่แห่งนี้แล้วของรับรองเลยว่าตัวของคุณนั้นจะต้องสุขไปพร้อมกับน้ำทะเลแห่งนี้ก็เป็นได้และถ้าหากใครที่ไม่กลัวกับสถานที่แห่งนี้แล้วล่ะก็เราขอบอกไว้เลยดีกว่าว่าไม่ควรเข้าไปอย่างเด็ดขาดถ้าหากว่าตัวของคุณนั้นยังรักชีวิตของตัวเอง

New Smyrna Beachรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา

สำหรับNew Smyrna Beachนั้นมันได้เป็นชายหาดที่มันได้อยู่ในเมืองรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ชายหาดของสถานที่แห่งนี้มันยังได้มีความสวยงามเป็นอย่างมากแต่เนื่องด้วยความสวยงามของมันก็ยังได้มาพร้อมกับความอันตรายอีกด้วยเช่นกันทั้งนี้ยังได้มีรายงานว่าในช่วงตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งได้มีคนถูกฉลามเข้ามาทำร้ายมากถึง238คนด้วยกัน

นอกจากนี้ก็ยังถือได้อีกว่ามันได้เป็นสถิติในการจู่โจมของเจ้าฉลามที่ได้เข้ามาทำร้ายคนมาที่สุดในโลกอีกด้วยและมันยังได้มีผู้คนจากหลากหลายพื้นที่ที่ได้เข้ามาเล่นเซิฟในสถานที่ชายหาดบริเวณนี้ โดยในขณะที่คนกำลังเล่นเซิฟที่ได้โต้คลื่นอยู่นั้นและที่มันได้มีคลื่นที่สูงที่มันได้พัดเข้ามาสู่ชายฝั่งรวมกับกระดานโต้คลื่นที่มันกำลังเข้าไปสู่ภายในคลื่นมัน

จึงได้ทำให้เจ้าฉลามนั้นแยกไม่ออกว่ามันได้เป็นเหยื่อของเจ้าปลาฉลามหรือว่าเป็นคนกันแน่จากนั้นเมื่อเจ้าฉลามแยกไม่ออกจึงทำให้มันได้เข้ามาโจมตีเอาแบบมั่วๆและมันก็ได้เข้าโจมตีใส่คนที่กำลังเล่นเซิฟอยู่ ซึ่งมันคิดว่าคนที่กำลังเล่นเซิฟอยู่นั้นเป็นเหยื่อของมันโดยหลายครั้งที่ผู้คนต่างก็ได้ถูกดจ้าปลาฉลามทำร้ายที่บริเวณชายหาดแห่งนี้ก็มักจะจบลงด้วยความตายดังนั้นหากคุณอยากเข้าไปเล่นเซิฟที่รัฐฟลอริดามันยังมีชายหาดที่ดูปลอดอภัยมากกว่านี้อีก

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  คาสิโนออนไลน์

ตำนานสยองเชอร์โนบิลเมิองพริเพียต ประเทศยูเครน

          เชื่อว่าหลายคนเคยได้ดูหนังสยองขวัญมาบ้างแล้วซึ่งเคยมีการนำตำนานของเชอร์โนบิล เมืองร้างที่ครั้งหนึ่งเคยมีโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นจากการที่โรงงานผลิตนิวเคลียร์ระเบิดส่งผลให้มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากและที่สำคัญผลจากการระเบิดในครั้งนี้ส่งผลให้มีสารกัมมันตภาพรังสีแผ่ขยายปกคลุมไปหลายประเทศและชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวต่าง

ก็ได้รับผลกระทบหากใครได้รับสัมผัสกัมมันตภาพรังสีเหล่านั้นก็จะทำให้ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายป่วยด้วยโรคมะเร็งหรือหากใครได้รับสารเคมีเหล่านั้นมากก็จะทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปผิดรูปร่างคล้ายกับไม่ใช่มนุษย์เลยทีเดียวซึ่งการรุนแรงในการระเบิดในครั้งนั้นว่ากันว่าแรงระเบิดมีความรุนแรงมากถึง 4 เท่า

หากเปรียบเทียบกับการระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วจะได้ว่าเป็นโศกนาฏกรรมที่สามารถบันทึกในประวัติศาสตร์โลกได้เลยเพราะเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงเลวร้ายที่เกิดขึ้นโดยโรงงานนิวเคลียร์แห่งนี้มีการระเบิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 เมษายนพุทธศักราช 1986 ซึ่งในครั้งนั้นแรงระเบิดอยู่ในระดับความรุนแรงที่ระดับ 7 ทำให้มีผู้คนทั้งล้มตายและกลายพันธุ์รวมถึงพิการและป่วยด้วยโรคมะเร็งหลายแสนคนเลยทีเดียวซึ่งในปัจจุบันนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะนำผู้คนเข้าไปอยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวได้ด้วยผลของกัมมันตภาพรังสีนั้น ยังมีความรุนแรงอยู่โดยเชื่อกันว่าต้องใช้เป็นเวลานานหลายหมื่นปีเลยทีเดียวกว่าที่สารกัมมันตภาพรังสีเหล่านั้นจะหมดไปและผู้คนสามารถกลับไปอาศัยได้อย่างปลอดภัยอีกครั้งหนึ่งซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้น

ส่งผลให้ ต้องมีการอพยพประชากรในประเทศยูเครน  เบลารุส รวมถึงประเทศรัสเซียซึ่งสามารถอพยพได้อยู่ที่ประมาณ 336,000 เท่านั้นส่วนที่เหลือได้รับผลกระทบโดยตรงซึ่งมีมากถึง หกแสนคนและเสียชีวิตทันทีจากการได้รับกัมมันตภาพรังสีถึง 56 คนแล้วยังมีอีก 400 คนที่มีปัญหาด้านสุขภาพร่างกายเนื่องจากว่าสารกัมมันตภาพรังสีก่อให้เกิดโรคมะเร็งจากการที่พวกเขาเหล่านั้นได้ไปสัมผัสโดยตรงปัจจุบันพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากรังสีนิวเคลียร์ยังส่งผลให้เราเห็นอยู่

โดยใบไม้จะกลายเป็นสีน้ำตาลแดง และผู้คนที่ถูกรังสีดวงตาก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดงทุกวันนี้เมืองแห่งนั้นก็ยังคงค้างอยู่เพราะไม่มีใครที่จะสามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้ทำให้เมืองร้างแห่งนั้นกลายเป็นตำนานที่สยองโลกแห่งหนึ่งของโลก ปัจจุบันนี้ใครที่อยากจะลองดีเข้าไปใน เชอร์โนบิล เมิองพริเพียต  ประเทศยูเครน มักจะได้รับผลกระทบหลังจากออกมาจากพื้นที่ดังกล่าวเพราะพื้นที่บริเวณนั้นยังมีสารพลูโตเนียมกระจายควบคุมสร้างอันตรายให้กับคนและสัตว์รวมถึงสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่อาศัย

หรือหลงเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวซึ่งหากใครจะเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่เคยถูกระเบิดนิวเคลียร์นั้นอาจจะต้องใช้เวลามากกว่าอีก 300 ปีขึ้นไปถึงจะสามารถสลายสารกัมมันตภาพรังสีเหล่านั้นได้หรืออาจจะยังคงอยู่ต่อไปชั่วลูกชั่วหลานเพื่อเป็นการลงโทษมนุษย์ที่ผลิตสารอันตรายขึ้นมา

สิ่งที่คนโบราณ เขาถือ

  1.   คนโบราณสมัยก่อนไม่อนุญาตให้คนที่ทำอาหารชิมอาหารด้วยทัพพีไม่งั้งลูกที่ออกมาจะพิการเพราะว่าอาหารที่นั้นยังไม่เสร็จก็เหมือนเด็กที่ไม่ครบประกอบ เหมือนอาหารที่เรากินและความจริงคือคนโบราณไม่ให้คุณใช้ทัพพีนั้นก็เพราะการที่เราชิมอาหารนั้นไปอยู่ในอาหารได้ ซึ้งอาหารจะกินได้ไม่นานอีกด้วยค่ะและเพื่อเราอื่นๆด้วยและจะทำให้คนอื่นๆติดโรค
  2. คนสมัยก่อนไม่อนุญาตให้เหยียบธรณีประตูเพราะมีความเชื่อว่าถ้าเหยียบธรณีประตูจะโดนธรณีสูบค่ะจนเสียชีวิตอยู่ในดินที่ห้ามไว้ก็เพราะเขาอยากให้ทุกทุกคนเดินเข้าเดินออกประตูอย่างมีสติ ค่ะเพราอาจจะไม่ระวังและอาจจะไปสะดุดธรณีประตูได้ค่ะ
  3. เมื่อสมัยโบราณเขาไม่ให้กินเต่า เพราะถ้าใครกินเต่าจะเป็นคนช้าเหมื่อนเต่าและคนที่ฆ่าเต่าจะเป็นบาปค่ะทำอะไรก็ไม่ได้งานการอะไรและยังทำให้ตายเร็วอีกด้วยค่ะที่เขาพูดกันมาอย่างนี้ก็เพราะเต่าใกล้จะสูญพันธุ์ แล้วแต่จับก็ไม่ได้ยากคนเลยชอบกินเนื้อเต่าและเวลาที่ตายนั้นจะมีนํ้าไหลออกมาจากกระดองค่ะ
  4. คนโบราณเชื่อว่าคนที่ร้องเพลงตอนกินข้าวนั้นจะมีสามีแก่หรือเมียแก่กว่าที่คนโบราณเชื่อกันแบบนี้ก็เพราะคนอื่นๆเขาเชื่อแต่ที่คนโบราณห้ามก็เพราะกลัวคนที่ร้องเพลงนั้นข้าวจะติดคอได้ค่ะ

  5. คนสมัยก่อน เชื่อว่าใครที่เดินข้ามหนังสือจะไม่มีความรู้และจังโง่เขาทำให้ใครใครก็ไม่อยากอยู่ด้วยรังเกียจความฉลาดสู้ใครก็ไม่ได้ซึ่งคนโบราณบอกกันว่าหนังสือคือสิ่งที่จะช่วยทำให้เราฉลาดเพราะเราจะอ่านหนังสือเนื่องจากในหนังสือมีความรู้มากมายหลายอย่างดังนั้นจึงไม่มีใครที่ต้องการจะเดินข้ามหนังสือ

เนื่องจากกลัวว่าตัวเองจะโง่ถึงแม้ว่าความเชื่อนี้จะมีมานมนานแล้วแต่บางคนในยุคปัจจุบันก็ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เส้นสำหรับการแก้เคล็ดเผื่อใครเผลอเดินข้ามหนังสือก็ให้กราบที่หนังสือ 3 ครั้งก็จะทำให้ไม่โง่แล้วค่ะ ซึ่งถ้าถามถึงความเป็นจริงว่าทำไมคนโบราณถึงได้ตักเตือนเราแบบนี้นั่นก็เพราะว่าเวลาที่เราเดินข้ามหนังสือนั้นก็คือการลบหลู่ความรู้อย่างที่ได้กล่าวไปว่าหนังสือสอนเราได้หลายอย่างมาก

คนเราฉลาดได้ก็เพราะหนังสือเพราะหนังสือมีความรู้ต่างๆมากมายแต่เมื่อเดินข้ามไปก็เท่ากับว่าลบหลู่ความรู้ต่างๆเช่นหนังสือได้รวบรวมเก็บไว้ให้เราได้อาจจะมีความรู้มากมายดังนั้นคนโบราณจึงสั่งและตักเตือนว่าไม่ควรที่จะเดินข้ามหนังสือและนอกจากนั้นก็เพื่อให้เด็กๆเก็บหนังสือเข้าที่เข้าทางผ่านไม่วางไปมาเกือบรอบห้องนั่นเองค่ะ